Archive for the ‘ไร้สาระ’ Category

5 วิธีออกจากงานอย่างมีชั้นเชิง

Sunday, December 25th, 2011 |

การเปลี่ยนงานในสมัยนี้คงเป็นเรื่องปกติ ของหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องการเสาะแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตการงาน แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวได้เหมือนกัน เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลข้อไหนในการขอลาออกจากงานที่เดิม นอกจากนี้ จะพูดอย่างไรไม่ให้เจ้านายเข้าใจ โดยไม่ทำให้เสียความรู้สึกจนมองหน้ากันไม่ติด อย่างไรก็ตาม วันนี้เราขอนำเสนอเคล็ดลับในการออกจากงานได้อย่างสง่างาม และสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเจ้านายได้อย่างสบายใจ

1. เลี่ยงการลาออกเพราะ “เกลียดงาน” “ทะเลาะกับนายจ้าง”
บางทีคุณอาจรู้สึกเกลียดงานที่ทำอยู่ หรือรู้สึกไม่ชอบหน้านายจ้างของคุณ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร แต่คุณก็ไม่ควรนำเหตุผลเหล่านี้มาใช้กับการลาออกจากงาน ถ้าคุณไม่คำนึงถึงใบประเมินจากบริษัท อย่างน้อยคุณก็ควรคำนึงถึงอนาคตเอาไว้บ้าง บางทีคุณอาจต้องกลับมาทำงานในบริษัทเดิมอีกครั้ง หรือบังเอิญต้องร่วมงานกับคนในบริษัทเดิมของคุณ หรือแม้กระทั่งเจ้านายของคุณอาจรู้จักใครสักคนในที่ทำงานใหม่ของคุณก็เป็น ได้ ดังนั้น สร้างศัตรูไว้ที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ที่ทำงาน

2. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะลาออก
เมื่อคุณคิดจะลาออก ก็ควรจะเป็นคนเดินไปบอกเจ้านายด้วยตัวของคุณเองจะดีกว่าให้คนอื่นไปบอกแทน คุณ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดีถึงข้อปฏิบัติในการลาออก และต้องไม่ลืมคิดถึงระยะเวลาของการออกเงินโบนัสปลายปี เพราะบางทีคุณอาจจะพลาดเงินก้อนโตอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายนี้ ถ้าเป็นไปได้คุณควรมองหางานใหม่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออก

3. พูดกับเจ้านายอย่างไร ไม่ให้เสียน้ำใจ
ไหนๆ คุณก็ตัดสินใจลาออกแล้ว คุณก็ควรบอกเจ้านายด้วยตัวเอง บอกถึงเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจไปทำงานที่บริษัทใหม่ เช่น ความก้าวหน้ามากกว่า เงินเดือนมากกว่า การเดินทางที่สะดวก ฯลฯ ทั้งนี้ คุณควรทำทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร โดยแจ้งล่วงหน้าไปยังบริษัทอย่างน้อย 1 เดือนด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกลัวที่จะเผชิญหน้าเจ้านาย และคนในออฟฟิศ คุณก็ควรวางแผนที่จะบอกข่าวนี้กับเจ้านายคุณในตอนเย็นก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ให้เจ้านายคุณและตัวคุณได้มีเวลานั่งคิดทบทวน และเตรียมรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาหลังจากการลาออกของคุณ

4. เดินออกจากบริษัทอย่างสง่างาม
ก่อนที่คุณจะออกจากงาน อย่าลืมที่จะทุ่มเทและสะสางงานให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และถ้าเจ้านายของคุณต้องการให้คุณหาคนมาทำงานแทนคุณ คุณก็ควรอาสาสอนงานให้เด็กใหม่ก่อนจะถึงวันสุดท้ายของการทำงาน ทั้งนี้ ไม่ควรแสดงความดีใจออกนอกหน้าในวันสุดท้ายที่คุณทำงาน สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ตรวจเช็คให้ถี่ถ้วนว่าคุณไม่ได้นำทรัพย์สินของบริษัทติดไปด้วย และอย่าลืมกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงาน และเจ้านายด้วย

5. ทิ้งเรื่องร้ายเอาไว้ เก็บเอาแต่สิ่งดีๆ ไป
หลังที่คุณออกจากงาน คุณควรใช้ช่วงเวลาสั้นๆ อย่างคุ้มค่าในการพักผ่อน โดยการออกไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศตามแต่คุณจะชอบ ลองเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ มาประยุกต์ใช้กับการเริ่มต้นทำงานในที่ใหม่ ทั้งนี้ อย่าพูดจาว่าร้ายบริษัทเก่า หรือเจ้านายเก่าให้ที่ทำงานใหม่อย่างเด็ดขาด สุดท้ายนี้ เมื่อคุณออกจากงาน ก็ไม่ใช่ว่าคุณกับเพื่อนร่วมงานต้องจบไปด้วย ติดต่อกันไว้บ้างก็เป็นเรื่องที่ดี บางทีคุณอาจช่วยเหลือ ติดต่อธุรกิจกับเพื่อน หรือเจ้านายเก่าได้อีกด้วย

วิธีการฝึกคิดบวก

Saturday, August 13th, 2011 |

วิธีการฝึกคิดบวกนั้นไม่ยาก ลองดู 12 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้

1. ให้มองไปข้างหน้า อย่ามองย้อนหลัง ทุกคนเคยทำผิดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องไม่จมอยู่กับอดีตที่ผิดพลาด เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป จงวางเป้าหมายเล็กๆที่เป็นไปได้ และพยายามทำให้สำเร็จ

2. รู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นผลพวงมาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ในบางครั้งบางคราว เราต่างตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อรู้สำนึกแล้ว ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป เรียกว่าเป็นการให้อภัย และต้องให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งใช้ความผิดพลาดจากอดีตเป็นบทเรียน เพื่อก้าวย่างที่ดีกว่าในอนาคต

3. ถ้าแก้วมีน้ำแค่ครึ่งเดียว จงเติมให้เต็มแก้ว การมองว่า มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว หรือน้ำหายไปครึ่งแก้วนั้น ถูกทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ว่าผู้มองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย และไม่ผิดอะไรที่คุณจะเติมน้ำให้เต็มแก้ว

4. มองหาบุคคลต้นแบบ ทุกคนควรมีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ คนคนนั้นอาจเป็นผู้ที่เอาชนะอุปสรรคใหญ่ๆได้สำเร็จ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในที่สุด หรือเป็นผู้ที่ทำงานหนักและสัมฤทธิ์ผล จงเอาคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต

5. พาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงของคนที่ประสบความสำเร็จและมอง โลกในแง่ดี มันเป็นเรื่องมหัศจรรยู์ที่พลังอำนาจของคนอื่น สามารถส่งผลกระทบต่อพลังในตัวเราได้ คนที่คิดในด้านบวกจะช่วยกระตุ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถทำสิ่งที่มุ่งมั่นไว้ให้สำเร็จได้ จำไว้ว่า..จงอยู่ให้ห่างคนที่คิดแต่แง่ร้าย ซึ่งจะขัดขวางการเดินหน้าของคุณ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

6. เห็นคุณค่าสิ่งดีๆในชีวิต เมื่อเราพอใจกับทุกเรื่องดีๆที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม มันจะช่วยให้เราขจัดความคิดในด้านลบออกไป การโฟกัสแต่สิ่งดีๆเหล่านี้ จะทำให้อุปสรรคที่เราเผชิญอยู่ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราจัดการได้ง่ายขึ้น

7. รู้จักบริหารเวลาอย่างชาญฉลาด อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณตั้งเป้าไว้ในชีวิต ข้อสำคัญคือ มุ่งทำในเรื่องที่ทำให้ชีวิตของคุณเป็นไปดังที่หวังไว้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณมีทัศนคติที่ดี

8. จินตนาการว่ามีสิ่งดีๆเกิดขึ้น แปลกแต่จริงที่ว่า คนส่วนมากมักชอบวาดภาพเรื่องเลวร้ายกำลังเกิดขึ้น โดยมักจะพูดว่า “ถ้ามันเกิดขึ้น…” จงฝึกนึกถึงเรื่องดีๆกำลังเกิดขึ้น มองเห็นภาพงานที่กำลังทำเดินไปด้วยดี (ไม่ว่าจะเป็นงานที่บ้านหรือที่ทำงาน) และได้รับคำชมจากคนรอบข้างว่า“เยี่ยมมาก” เพราะนั่นจะเป็นกำลังใจให้คุณคิดบวกต่อไป

9. ความผิดพลาดมีไว้ให้เรียนรู้ มิใช่แส้ที่เอาไว้เฆี่ยนตี ทุกคนล้วนเคยทำผิดทั้งนั้น และถึงแม้ว่าได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังทำพลาด ขอให้จำไว้ว่า ยังมีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ ความผิดพลาดต่างๆที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคต

10. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้ารอบๆตัวเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ลองหาเวลาจัดเก็บ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจะช่วยให้คุณเปลี่ยนมุมมอง ความคิดได้มาก ใครจะมองโลกในแง่ดีได้ ถ้าต้องอยู่ท่ามกลางสภาพสกปรกรกรุงรังตลอดเวลา เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยสร้างและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดทัศนคติด้านบวก

11. รับข้อมูลข่าวสารที่ดี หมั่นอ่านบทความที่สร้างแรงจูงใจ หรือฟังธรรมะที่กระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัว และเกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยให้มองโลกและชีวิตได้อย่างเข้าใจ มีความหวัง และความสุข

12. ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง และบอกตัวเอง ซ้ำๆ เพราะคำมั่นสัญญาดีๆมีผลต่อกระบวนการคิดของตัวเอง เช่น ถ้าคุณมีอาการซึมเศร้าเป็นประจำ คำมั่นสัญญาของคุณก็คือ “ฉันมีความสุข ฉันควบคุมตัวเองได้” บอกตัวเองเช่นนี้หลายๆครั้งในแต่ละวัน แล้วคุณจะรู้สึกถึงพลังความคิดด้านบวกที่เกิดขึ้น

http://www.baanmaha.com/community/thread41007.html

ว่าด้วยพื้นที่ส่วนตัว

Wednesday, December 1st, 2010 |

     น่าเชื่อครับว่า “ความลับไม่มีในโลก” โดย เฉพาะในโลกแคบๆ ของคนสองคน กระนั้น ระหว่างคนสองคน ต่างก็ต้องการพื้นที่ ที่เป็น “ความลับ” ของตัวเอง เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” นอกเหนือจากพื้นที่ร่วม ที่ทั้งสองฝ่าย มีให้และรับรู้ร่วมกัน

แต่ในโลกของคนสองคน พื้นที่ของ “ความลับ” มีอยู่อย่างแคบๆ ครับ เพราะนี่จะเหลือแค่ “ความลับ” ของ “ฉัน” และ “ความลับ” ของ “เธอ” กับความเป็นจริงที่ว่า ในโลกของคนสองคน ไม่ได้มีแค่ “ฉันกับเธอ” เท่านั้น เพราะนอกจากฉันกับเธอแล้ว ก็ยังมีคนรอบ ๆ ข้าง ที่อยู่รายล้อมฉันกับเธอ ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่บุคคลที่รายล้อมฉันกับเธอ จะบังเอิญหรือจงใจ พูดถึงเรื่องราวบางเรื่อง ซึ่งบุคคลเหล่านั้น อาจมิได้คาดคิดว่า จะเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด

ความรัก จับมือ ความลับ นี่มิได้เกี่ยวกับ “ขนาด” ของ “ความลับ” ว่าจะใหญ่โตหรือเล็กน้อยเพียงใด  และก็มิได้เกี่ยวกับว่า “ความลับ” ที่ว่านั้น จะมีความสลักสำคัญมากน้อยเพียงใด  เพราะไม่ว่าจะใหญ่หรือจะเล็ก สำคัญหรือไม่สำคัญ มันก็เป็น “ความลับ” ครับ และเมื่อมันเป็น “ความลับ” ไม่ว่าจะเป็นของฉันหรือของเธอ เราต่างก็มิปรารถนาให้มีการเปิดเผย ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมิได้เป็นเจ้าของความลับ ก็ย่อมปรารถนาที่จะได้รับรู้ นี่เป็นธรรมชาติ ของมนุษย์โดยทั่วไปครับ

ความลับของเรา เราต้องการปกปิด ขณะที่ความลับของเขา เราต้องการที่จะได้รับรู้ !  เราต้องการพื้นที่ส่วนตัวของเรา นอกเหนือจากพื้นที่ร่วม ที่มีให้และรับรู้ร่วมกัน  แต่พร้อมๆ กันนั้น เราก็ต้องการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของเขา ในทุกอณูตารางที่เราจะสามารถเข้าไปได้

นี่เป็นประการหนึ่งของปัญหา ที่เป็นอยู่และมีขึ้น โดยธรรมชาติของมนุษย์ครับ  ด้านหนึ่ง เราเรียกร้องต่อการเปิดเผยระหว่างกันทั้งหมด เพื่อลดทอนระยะห่าง ของความไม่เข้าใจระหว่างกัน ทว่า! อีกด้านหนึ่ง เราก็เลือกที่จะเก็บบางสิ่งบางอย่าง โดยไม่ยินดีที่จะเปิดเผยมัน แน่นอนว่า ตราบที่เป็น “ความลับ” มันก็ย่อมไม่มีผลกระทบใดๆ ที่อาจตามมาได้ แต่ความจริงก็คือ “ความลับไม่มีในโลก”

ข้อความดีๆจาก : http://www.komchadluek.net

ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง

Sunday, September 26th, 2010 |

คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น

แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้ คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน

บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน

ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้
ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน แล้วถึงจะมีความสุขได้

เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์

นึกไม่ออกใช่ไหม ? ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย

นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม ? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคนที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ

… ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน

เราวิ่งตามอะไรกัน…ในชีวิต

Friday, August 27th, 2010 |

มีเรื่องเล่าว่า… มีพระองค์หนึ่ง…ชอบทำอะไรแปลกๆ…
วันหนึ่ง…พวกกรุงเทพฯ…เอากฐินไปทอดที่วัด…

จัดงานกันใหญ่โต…มีหนัง…มีลิเก…มีดนตรี…ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน…
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา…
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา…
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง…แล้วเอาเชือกมาด้วย…
หลวงพ่อจัดการ…เอาเนื้อ…ผูกติดกับหลังหมา…
ผูกเสร็จ…ก็ปล่อยหมา …
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง…ก็ไล่งับ…
พอหัวโดดงับ…ตัวก็ขยับหนี…
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง…
ยิ่งโดดงับเร็ว…ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว…
โดดไม่หยุด…เนื้อก็หนีไม่หยุด…น่าสงสารหมามาก…

หมาโดดอยู่นาน…งับเท่าไหร่…เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที…
ผู้คนบนศาลา…พากันหัวเราะชอบใจ…
หัวเราะเยาะหมา…ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้…
ไล่งับ…จะกินเนื้อ…ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต…

หลวงพ่อ…มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว…
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา…
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า…

“มนุษย์เรา…มีความรู้สึกว่า…ตัวเองพร่อง…ตัวเองยังไม่เต็ม…
ต้องเติมตลอดเวลา…เติมไม่หยุด…เพื่อให้ตัวเองเต็ม…

อยากสวย…อยากทันสมัย…
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด…ทันสมัยที่สุดใส่…
ดีใจได้เดือนเดียว…มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว…สวยกว่า…ทันสมัยกว่า…
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่…
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน…รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว…

ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด…
๒ เดือนต่อมา…มีรุ่นใหม่กว่าออกมา…ของเราตกรุ่น…

ซื้อรถเบนซ์…ทันสมัยที่สุด…แพงมาก…
ขับได้ ๖ เดือน…มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว…
ทันสมัยกว่า…แพงกว่า…ของเรากลายเป็นเชย…

เราต้องก้มหน้าก้มตา…ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน…หาเงินมา…
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย…
ซื้อเสื้อผ้าใหม่…มือถือใหม่…คอมพิวเตอร์ใหม่…รถยนต์คันใหม่…
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส…
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น…

ปัจจุบัน…
เรากำลังไล่งับความทันสมัย…เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน…
ทั้งที่รู้ว่า…ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต…ก็ไม่มีทางตามทัน…
น่าสงสารไหมโยม….”

คนเต็มศาลา…เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น…
ด่าว่า…หมามันโง่…
ตอนนี้เงียบสนิท…เหมือนไม่มีคนอยู่…

ไม่รู้ว่า…กำลังสงสารหมา…
หรือ…กำลังทบทวนความโง่…ตัวเอง

Editor's Talk!

สวัสดีคนที่หลงเดินทางเข้ามายัง Blog ของผม อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ หรือ ตั้งใจเข้ามาก็ตาม ก่อนอื่นผมก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า Blog ของผมมันจะมีสาระบ้าง หรือ ไม่มีสาระเลย ก็แล้วแต่อารมณ์ช่วงไหนอยากเขียนอะไร อย่าเหมาว่า Blog ผมจะต้องมีแต่ความรู้เหมือน Blog ของคนอื่นๆ นะครับ
สำหรับ Blog นี้ ผมสามารถใช้คำพูดใดๆก็ได้ตามที่ผมเห็นสมควร เพราะมันคือ Blog ของกู(ผม) บางครั้งผมเขียนไปกระทบใครก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วย ก็ไม่มีอะไรมากครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน Blog ของผมนะครับ

นายแม็ค

ค้นหา :