Archive for the ‘ไร้สาระ’ Category

เราวิ่งตามอะไรกัน…ในชีวิต

Friday, August 27th, 2010 |

มีเรื่องเล่าว่า… มีพระองค์หนึ่ง…ชอบทำอะไรแปลกๆ…
วันหนึ่ง…พวกกรุงเทพฯ…เอากฐินไปทอดที่วัด…

จัดงานกันใหญ่โต…มีหนัง…มีลิเก…มีดนตรี…ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน…
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา…
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา…
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง…แล้วเอาเชือกมาด้วย…
หลวงพ่อจัดการ…เอาเนื้อ…ผูกติดกับหลังหมา…
ผูกเสร็จ…ก็ปล่อยหมา …
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง…ก็ไล่งับ…
พอหัวโดดงับ…ตัวก็ขยับหนี…
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง…
ยิ่งโดดงับเร็ว…ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว…
โดดไม่หยุด…เนื้อก็หนีไม่หยุด…น่าสงสารหมามาก…

หมาโดดอยู่นาน…งับเท่าไหร่…เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที…
ผู้คนบนศาลา…พากันหัวเราะชอบใจ…
หัวเราะเยาะหมา…ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้…
ไล่งับ…จะกินเนื้อ…ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต…

หลวงพ่อ…มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว…
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา…
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า…

“มนุษย์เรา…มีความรู้สึกว่า…ตัวเองพร่อง…ตัวเองยังไม่เต็ม…
ต้องเติมตลอดเวลา…เติมไม่หยุด…เพื่อให้ตัวเองเต็ม…

อยากสวย…อยากทันสมัย…
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด…ทันสมัยที่สุดใส่…
ดีใจได้เดือนเดียว…มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว…สวยกว่า…ทันสมัยกว่า…
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่…
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน…รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว…

ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด…
๒ เดือนต่อมา…มีรุ่นใหม่กว่าออกมา…ของเราตกรุ่น…

ซื้อรถเบนซ์…ทันสมัยที่สุด…แพงมาก…
ขับได้ ๖ เดือน…มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว…
ทันสมัยกว่า…แพงกว่า…ของเรากลายเป็นเชย…

เราต้องก้มหน้าก้มตา…ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน…หาเงินมา…
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย…
ซื้อเสื้อผ้าใหม่…มือถือใหม่…คอมพิวเตอร์ใหม่…รถยนต์คันใหม่…
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส…
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น…

ปัจจุบัน…
เรากำลังไล่งับความทันสมัย…เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน…
ทั้งที่รู้ว่า…ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต…ก็ไม่มีทางตามทัน…
น่าสงสารไหมโยม….”

คนเต็มศาลา…เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น…
ด่าว่า…หมามันโง่…
ตอนนี้เงียบสนิท…เหมือนไม่มีคนอยู่…

ไม่รู้ว่า…กำลังสงสารหมา…
หรือ…กำลังทบทวนความโง่…ตัวเอง

ความจริงบางอย่าง … เกี่ยวกับอวัยวะคนเรา

Tuesday, August 24th, 2010 |

ตา ►►► อวัยวะที่ใช้ในการมอง … มักจะมีอุณหภูมิสูงมากขึ้น เมื่อเห็นใครได้ดี

หู ►►► อวัยวะที่ใช้ในการฟัง … ส่วนมากจะมีน้ำหนักเบา เพื่อความสะดวกในการพกพา

ปาก ►►► อวัยวะที่ใช้ในการพูด … ส่วนมากจะอยู่ไม่ตรงกับใจ

จมูก ►►► อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ … ถ้ายื่นเข้าไปในเรื่องของคนอื่น เรียกว่า “แส่”

บ่า+ไหล่ ►►► อวัยวะที่อยู่คู่กันมานาน ดังคำที่ว่า “เคียงบ่า เคียงไหล่” … มีไว้ให้คนขี้เหงาได้ซบ

หัวใจ ►►► อวัยวะ ที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย … คนเจ้าชู้ส่วนใหญ่มักเก็บตัวจริง แล้วนำส่วนที่ถ่ายเอกสารไว้ ไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อ

ปอด ►►► อวัยวะที่ใช้ฟอกโลหิต … ถ้า “ปอดแหก” จะเก็บความกล้าหาญไว้ไม่ได้

นม ►►► อวัยวะที่สุภาพสตรีทั้งหลาย … อยากให้ยื่นไปข้างหน้ามากกว่าพุง ส่วนสุภาพบุรุษ คิดว่า “บ่ได่กิน … บายซื่อซื่อกะมีแฮง”

ศอก ►►► อวัยวะที่เป็นข้อต่อระหว่าง ท่อนแขนส่วนบนกับท่อนแขนส่วนล่าง มีไว้เป็นอาวุธประจำกาย … หรือใช้รองน้ำดื่มสำหรับผู้หญิงที่มาทีหลัง

สะดือ ►►► เป็นอวัยวะที่ใช้เชื่อมต่อกับแม่ ยามอยู่ในครรภ์ … เมื่อใดใช้วัดความสุภาพ … ต่ำกว่าสะดือถือว่าทะลึ่ง

ขาอ่อน ►►► อวัยวะที่เชื่อมต่อจากสะโพกลงมา … นิยมใช้ในการประกวด เพราะเห็นได้ชัดกว่า “สมอง”

หัวเข่า ►►► ข้อต่อระหว่างขากับแข้ง เป็นอาวุธประจำกาย … ผู้หญิงใช้โจมดีจุดอ่อนผู้ชาย และบางคนใช้เช็ดน้ำตา นิยมมากสำหรับคนที่“รักผัวชาวบ้าน”

ขนหน้าแข้ง ►►► อวัยวะที่วัดระดับฐานะทางการเงิน … ยิ่งรวยมากขนหน้าแข้งจะร่วงน้อย

เท้า ►►► เป็นอวัยวะที่ใช้ในการยืน เดิน หรือเป็นอวัยวะที่ใช้ผลัก ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “ถีบ”

ตัว ►►► เป็นชิ้นส่วนใหญ่ของร่างกาย ให้อวัยวะอื่นได้พักพิง … จะลืมกันมากในเวลาได้ดี

มองมุมกลับบ้าง ชีวิตคงดีขึ้น

Thursday, August 19th, 2010 |

คำถาม
“ทำไมนกกระยางจึงยืนขาเดียว เวลาหลับ“

ถ้ายังคิดไม่ออกนั่น ในเวลาห้านาที ก็คงเป็น
เพราะคุณมัวแต่จะถามตัวเองใช่ไหมว่า…
ทำไมนกกระยางถึงยืนขาเดียว ทำไมมันไม่ยืนสองขา
ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่สิว่า…

ทำไมมันหดขาเดียว ทำไมมันไม่หดสองขา
คำตอบก็มาทันทีว่า

“ถ้ามันหดทั้งสองขา มันก็ต้องล้มสินะ“

ปริศนาข้อนี้ตอบได้ง่าย หากเราเปลี่ยนมุมมอง
หรือตั้งคำถามเสียใหม่นกกระยางขาเดียว
กับนกกระยางหดขาเดียวที่จริงก็คือสิ่งเดียวกัน
แต่เป็นภาพอันเกิดจากมุมมองที่ต่างกันและ
สามารถชักนำความคิดของเราไปคนละทิศละทาง
ได้การเปลี่ยนคำถามหรือมุมมอง
มีผลเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้

คงมีหลายครั้งที่เรารู้สึกเศร้าสร้อยน้อยใจเฝ้าบ่นในใจ
ว่า “ทำไมเขาไม่เข้าใจเราเลย“
การตอกย้ำกับตัวเองด้วยความคิดอย่างนี้บางที
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากตัวเองจะทุกข์แล้ว
ยังทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีก

ลองเปลี่ยนมุมมองหรือตั้งคำถามใหม่สิว่า

“แล้วเราล่ะ เข้าใจเขาบ้างหรือเปล่า”

การถามแบบนี้อาจช่วยให้เราพบสาเหตุที่แท้จริง
ของปัญหาก็ได้ เพราะอันที่จริง

เราเองก็คงไม่ได้เข้าใจเหมือนกันสัมพันธภาพ
ของผู้คนมักจะมีปัญหา

เพราะทุกคนคิดแต่จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง
แต่ไม่พยายามหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเข้าใจคนอื่น

ถึงตรงนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา”

แต่อยู่ที่ “ทำไมเราถึงไม่เข้าใจเขา”

และ “ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเขาได้“

ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่ชอบบ่นในใจว่า

“ทำไมฉันถึงซวยอย่างนี้”

หากเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า

“ทำไมฉันชอบบ่นอย่างนี้”

เราอาจได้คิดและ
ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ไม่ท้อแท้ หรืองอมืองอเท้าเหมือนเก่า

การรู้จักคำถามเป็นศิลปะสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต
ทุกวันนี้ เราถูกสอนให้สนใจคำตอบ จนลืมว่าคำถามนั้น
สำคัญกว่าคำตอบมาก คำถามนั้นเป็นตัวกำหนดคำตอบ
พูดอีกอย่างก็คือ

คำถามเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา
ถ้าตั้งคำถามผิด ก็พาความคิดของเราเข้ารกเข้าพงซ้ำ
อาจพาชีวิตหลงทางไปด้วย คนหลายๆๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่
หลายคนชอบถามในใจ เวลามีงานกองอยู่ข้างหน้าว่า

“ฉันจะทำได้หรือ“

คำถามอย่างนี้ชวนให้ท้อ แต่ความรู้สึกของเรา
จะเปลี่ยนไปหากเราถามตัวเองใหม่ว่า

“ทำไมฉันจะทำไม่ได้”

อย่างไรก็ตามบ่อยครั้ง
อุปสรรคไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า ทำได้หรือไม่ได้ หากอยู่ที่แรงจูงใจ

มีคำถามหนึ่งซึ่งคุณหมอประเวศ วะสี
บอกว่าเป็นคำถามที่น่าเกลียดที่สุด
แต่เป็นคำถามที่กำลังระบาดไปทั่วสังคมไทยนั่นก็คือคำถามว่า

“ทำแล้วฉันจะได้อะไร”

คำถามอย่างนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นทำให้
จิตใจแคบลง และหาความสุขได้ยาก
จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราถามใหม่ว่า

“ทำแล้วส่วนรวม (หรือสังคม) จะได้อะไร“

การคำนึงถึงส่วนรวม โดยเริ่มต้นจากคำถามแบบนี้
จะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น และคนที่เสียสละ
เพื่อส่วนรวมก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามของญาติมิตรว่า

“ทำแล้วเธอได้อะไร”

หรือถูกตั้งข้อสงสัยว่า

“ได้ไปเท่าไหร่“

การถามว่า ใคร กับ ทำไม ให้ผลที่แตกต่างกันมาก
เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นมา คนส่วนใหญ่มักสนใจ

ว่า “ใครทำ” แต่ไม่ค่อยถามว่า “ทำไมเขาจึงทำ”

คำถามแรกนั้นเพียงแต่สนองความอยากรู้อยากเห็น
แต่คำถามหลัง ช่วยให้เห็นสาเหตุของปัญหาและอาจนำมา
เป็นบทเรียนแก่ตนเองได้

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีคำถามใดสำคัญ
เท่ากับคำถามเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของเราเอง
ถ้าเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับการถามตัวเองไม่รู้จบว่า

“เมื่อไหร่ฉันถึงจะรวยเสียที”

ลองเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า

“เมื่อไหร่ฉันถึงจะพอเสียที“

ลองเหลียวดูรอบตัวเถิด ตอนนี้เราอาจร่ำรวยอยู่
แล้วก็ได้ แต่ยังไม่พอใจเสียที เพราะเอาแต่ชะเง้อมองคนอื่น
ที่มีมากกว่า แต่ถึงแม้เราจะยังไม่รวย ก็ให้พยายาม
บ่มเพราะความพอใจในสิ่งที่ตนมีแล้วเราจะพบกับ
ความร่ำรวยชนิดที่ไม่มีใครสามารถมาแย่งชิงได้เมื่อ

“เรารู้จักคำว่าพอเพียง“…

ขอบคุณข้อความดีๆจาก http://www.baanmaha.com/community/thread25178.html

หนุ่มบ้านนอก ( ดีจัง ) อยากให้อ่าน

Monday, August 2nd, 2010 |

หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย

เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

จึงนั่งรถมากรุงเทพ
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ

เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า

“…ขอโทษครับพี่
ผม…คือว่า….
ผม…อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ…”

เจ้าหน้าที่ ท ี่นั่งรับสมัครอยู่นั้น
ชักสีหน้าทันที

“….อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ”

หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ

“…ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ”

“งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..”
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย

“…เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ
กลับไปเถอะ”

หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย

และเมื่อไม่รู้ว่า! จะทำอะไรได้ในกรุงเทพ
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย
นั่งรถ ซ มซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก

แต่เมื่อกลับถึงบ้าน
จึงนึกขึ้นได้ว่า
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว
ด้วยความเจ็บใจ
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น

และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .

อาจเป็นบุญในปางบรรพ์
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น
ออกผลอย่างงดงาม
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .

หลายสิบปีต่อมา
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน

บัดนี้
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น
ก็กลายเป็นชายชรา
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุ! ดในจังหวัด
และภูมิภาคนั้น

อยู่มาปีหนึ่ง
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล
และชำระบัญชีเรียบร้อย

โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว

พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก

เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว

เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว
ผู้จัดการก็แตะข้อศอก
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา

“ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ”

พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ

“พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุง! ทีเถิด
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก….”

ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ

“… เอ่อ…ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ…
…เอ่อ…ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ
คือ….พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้
แต่…” ผู้จัดการ ชะงัก ด้วยความเกรงใจ

และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมา
ด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริงจริง

“…แต่ พ่อเลี้ยงอ่านหนังสือไม่ออก
และเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ…”

“…พ่อหนุ่ม” พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี

“…ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ…”

แกถอนหายใจยาว

ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผู้จัดการถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า

“…ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ…”

คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่คนอื่นมองเรา
แต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
โอกาสยังมีอยู่เสมอ ขอเพียงแต่มองไปรอบๆ
ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำได้ และทำให้เต็มความสามารถ
แล้วดอกผลจะตามมาเอง

ขอบคุณข้อความดีๆจาก บ้านมหาดอทคอม

ลิงกับลา (ในออฟฟิศ)

Friday, July 30th, 2010 |

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยง ไว้เป็นเพื่อนสองตัว  คือ ลิงและลา

วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอา เชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง  เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัว เดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป  ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อย ๆ    คลายปมเชือกออกจากคอของมัน  อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย

หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น    ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว  ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว  อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้าน มาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลา  ได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉย ๆ สักครู่หนึ่ง  หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง  ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง

ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลา  เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ

ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง     ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้ แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย

เธอทั้งหลาย… 
เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย
ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของ
หญิงชาวบ้าน  ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้    เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว    เธอมองเห็น ข้าวของเสียหาย  และมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ    แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก
และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย  เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้ และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือลิง    ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจ ร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและ ฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน  

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำที่ “ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา  แต่ลารับเคราะห์”  ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง  พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง นายที่ดีไม่ควรปล่อย ให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้   ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริง   เพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมาน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย

Editor's Talk!

สวัสดีคนที่หลงเดินทางเข้ามายัง Blog ของผม อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ หรือ ตั้งใจเข้ามาก็ตาม ก่อนอื่นผมก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า Blog ของผมมันจะมีสาระบ้าง หรือ ไม่มีสาระเลย ก็แล้วแต่อารมณ์ช่วงไหนอยากเขียนอะไร อย่าเหมาว่า Blog ผมจะต้องมีแต่ความรู้เหมือน Blog ของคนอื่นๆ นะครับ
สำหรับ Blog นี้ ผมสามารถใช้คำพูดใดๆก็ได้ตามที่ผมเห็นสมควร เพราะมันคือ Blog ของกู(ผม) บางครั้งผมเขียนไปกระทบใครก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วย ก็ไม่มีอะไรมากครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน Blog ของผมนะครับ

นายแม็ค

ค้นหา :