Sunday, December 7th, 2008 |
การเดินไปยังจุดหมายหนึ่งนั้น มีมากมายหลายทางที่คนเราจะก้าวไปถึงจุดหมายได้ หลากหลายเส้นทางของชีวิตที่จะก้าวไปยังจุดหมายจุดนั้น ระยะทางบางสายอาจจะเดินทางไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นเส้นทางเดิมๆที่เดินทางตลอดเวลา อาจจะใช้เวลาในการเดินทางถึงจุดมุ่งหมายที่แสนสั้น แต่สิ่งที่ต้องพบเจอก็คือ บนเส้นทางที่ใครๆก็ต้องการเดินทางไปนั้นก็ย่อมมีการจราจรที่ขวักไขว่ พรุกพร่าน อันตราย คู่แข่งบนท้องถนน มากมาย
การที่จะเดินแต่เส้นทางเดิมๆก็จะพบเจอแต่เรื่องเดิมๆ คนเดิมๆ แต่ทริปอินทนนท์ในครั้งนี้ ผมเลือกเส้นทางที่ทุกคนไม่เคยพบเจอ ไม่เคยไป เพื่อได้พบกับสิ่งแปลกใหม่ หลายคนอาจจะท้อในเส้นทางที่แสนลำบาก แต่นั่นแหล่ะคือ สัจธรรม ของชีวิต ไม่มีหนทางใดที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรค์ที่ได้พบเจอในวันนี้ มันก็แค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเราเท่านั้นเอง จงเดินไปในเส้นทางที่เราเดินทางให้มีความสุข มองสิ่งที่เราพบเห็นให้เป็นเรื่องที่มีความสุข
เวลาผมเดินทางในเส้นทางใหม่ๆที่ไม่เคยได้เจอะเจอ ผมจะมีความสุขไปกับมัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นระยะทางที่แสนจะยาวไกล แต่ก็แลกมาด้วยประสบการณ์ที่เราไม่เคยได้พบเจอ ได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ได้มีเรื่องไปเล่าให้คนอื่นๆฟังว่าเส้นทางที่เราได้เดินไปนั้น มันมีทั้งสุข และ ทุกข์แบบไหนบ้าง
ผมเป็นคนที่ชอบพบเจอความลำบาก เพราะมันจะทำให้เรามีความสุขเวลาที่เราทำมันได้สำเร็จ ผมไม่ชอบหนทางที่สุขสบาย ทำอะไรก็ราบรื่น เพราะมันทำให้ผมขี้เกียจ และไม่อยากจะจดจำ
หากเราเลือกเดินทางในหนทางที่สะดวกสบาย เราคงไม่ได้พบเจอกับเพื่อนของเราที่ต้องล้ม แต่ก็ยังสู้ เพื่อนที่ร่วมเดินทางในหนทางที่ลำบากมาด้วยกัน หากเดินทางในหนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราคงไม่มีเรื่องที่สนุก ตื่นเต้น ให้จดจำ และมานั่งเล่ากันให้สนุก เฮฮา น้ำตาไหลกันได้
ชีวิตของเราก็เช่นกัน วันใดที่ท่านเดินทางด้วยความยากลำบาก และท่านทำมันได้สำเร็จ ท่านจะมีเรื่องดีๆเล่าให้คนที่ท่านรัก เพื่อน หรือ แม้แต่ลูกของท่านฟังในชีวิตของท่านในวันนี้
ทริปนี้ไม่ได้ บังเอิญ แต่เป็นทริปที่ผม จงใจ หลายๆคนในวันนี้อาจจะมีเรื่องให้คิดในหนทางเดินของท่านเอง ว่าจะเดินไปทางไหน ทำไมเส้นทางชีวิตมันลำบาก ไม่แน่ไม่นอน นั่นคือเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของท่านเท่านั้น ซึ่งผมก็เคยผ่านมันมาแล้ว ทริปนี้จะเป็นทริปสุดท้ายหรือไม่ผมไม่ทราบได้ แต่ทริปนี้จะเป็นทริปที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะจำในเรื่องที่สนุก หรือ เรื่องที่แสนทุกข์ทรมานก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าเวลาที่เอ่ยถึง อินทนนท์ ท่านจะต้องจดจำทางอันแสนทุกข์ทรมานเส้นทางนี้ไว้ในหัวใจของท่านตลอดไป
Posted in คำคม กินใจ , ไร้สาระ | No Comments »
Friday, May 16th, 2008 |
“จะใส่เสื้อสีอะไร เดินห้างไหน มือถือรุ่นไหนอินเทรนด์
แฟนเราชอบกินอะไร ร้านไหนกำลังเซลล์ ฟิล์มสะสมอะไร
น้าเขยเบคแฮมชื่ออะไร แถวสยามร้านไหนกางเกงสวย…”
วัยรุ่นตอบคำถามเหล่านี้ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที…
งั้นเอาใหม่
“จังหวัดอะไรไม่มีกระเทียมกิน”
โห… เด็กๆ เลยเพ่จังหวัดกระบี่ไง
“กระบี่ไร้เทียมทาน”
เหอๆ
หมดกัน…
ถามแบบนี้มีแต่จะโดนเด็กด่า
งั้นถามง่ายๆก็แล้วกันว่า
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”
เงียบ..
เงียบครับทั่น
80% ของวัยรุ่นมักอึ้งกิมกี่กับคำถามนี้
บางคนแม้ตอบได้ก็จะมีคำว่า
“มั้ง”
ตามท้ายในเชิงไม่แน่ใจ
ปวดกบาลเลยครับ
ถ้าคำถามนี้ตอบไม่ได้
ไอด้านบนก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”
คำถามง่ายๆ แต่ตอบยากโคตรๆ
ไม่ว่าจะโดนคนอื่นถาม
หรือถามตัวเอง
เป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าไข้หวัดมรณะซะอีก
หากเรามีชีวิตโดยที่ไม่รู้ว่าเป้าหมายของการหายใจไปวันๆคืออะไร
น่าแปลกที่วัยรุ่นเกือบทุกคนมักจะมีอาการรำคาญ
หากชวนคุยประเด็นนี้
เด็กเปรตจำนวนไม่น้อยให้เหตุผลว่า
ยังเด็กไปเกินกว่าที่จะคิด…
เอาล่ะ
เรามาเฝ้าดูวิวัฒนาการของเด็กเปรตกลุ่มนี้กัน
คล้ายๆ ดิสคัฟเวอร์รี่แชนแนล
ที่มีการฝังชิบลงบนตัวปลาวาฬ
เพื่อติดตามวงจรชีวิตมัน
และต่อไปนี้จะเป็นรายงานชิ้นสำคัญ
เราได้ทำการฝังชิปชนิดหนึ่งหลังต่อม
“อันจ๊ะอันตรุย”
ในตัวเด็กเปรตกลุ่มตัวอย่าง
บอกไว้ก่อนว่า
ชิปชนิดนี้ค่อนข้างหายากมาก
ในวงการวิทยาศาสตร์
จึงนิยมเรียกมันว่า
“ชิปหาย”
เด็กเปรตกลุ่มนี้จบ ม.3 แล้ว
ยังไม่ร้ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
จึงตัดสินใจที่จะ…
ก.เรียนต่อ ม.ปลาย เพราะแม่บังคับ
ข.เรียนอาชีวะ เพราะ หญิงเยอะ/หนุ่มตรึม
ได้แต่งตัวเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าความจำเป็น
ไม่รู้จะรีบแก่ไปทำไม
ในกรณีที่เลือกข้อ ข. เด็กเปรต ก็จะได้เพลิดเพลินกับการ
นอนซิ่งมอเตอร์ไซค์ ย้ำเลยว่านอน
เพราะต้องแนบตัวบนเบาะแบนๆ
แล้วขี่แบบนอนๆ
ออกแนวสองจิตสองใจ
อยากนอนเล่นผสมอยากซิ่งรถ
ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
หาชมได้ตามท้องถนน
ที่สำคัญ ส่นใหญ่มักจะหูตึง
ท่อไอเสียจึงต้องเสียงดังมาก
เดี๋ยวจะไม่รู้ว่ารถตัวเองติดเครื่องอยู่
ว่างจากการซิ่งรถก็จะรวมตัวกันออกกำลังกาย
พร้อมแสดงพลังสามัคคี
ด้วยการยกพวกตีกัน
ดูเผินๆ
เหมือนรักการต่อสู้
แต่น่าแปลกที่ มักทำท่าจะเป็นจะตาย
เมื่อจับได้ใบแดงตอนเกณฑ์ทหาร
ส่วนฝ่ายหญิงออกแนวแก่ก่อนวัย
แต่งหน้าจัด
แต่งตัวเปรี้ยวไม่มีเหตุผล
พยายามดีไซน์ลุคให้ดูเกินอายุ 25
ในขณะที่คนในวัยเกิน 25 จริงๆ
ก็จะพยายามทำทุกอย่างให้ตัวเองดูไม่เกิน 20
เฮ้อ..
ก่อนจะจี๊ดสมองมากไปกว่านี้
ตัดสลับมาทางข้อ ก. บ้าง
เด็กเปรตกลุ่มเดิมก็จะจบ ม.6 มาแบบงงๆ
พร้อมที่จะสร้างภาระในระดับมหภาค
แต่การตัดสินใจจะอยู่บนพื้นฐานที่ว่า…
ก.พยายามดูหนังสือ เตรียมเอนท์หมอ/วิศวะ
เพราะเดี๋ยวแม่จะอายเพื่อนข้างบ้าน
ข.พยายามเตรียมเอนท์อย่างบ้าคลั่งเช่นกัน
พ่ออยากให้เป็นผู้พิพากษา
สงสัยเตรียมก่อคดีตอนแก่แล้วกะให้ลูกเคลียร์
และที่ชัวร์ๆ ไม่ว่าจะเลือก ก. หรือ ข.
เด็กคนนี้ต้องเข้าลัทธิกวดวิชาซะก่อน
เพราะ 6 ปีในระดับมัธยมหมดไปกับการ
เดินห้าง มีแฟน โดดเรียน เล่นเกม
เลยต้องยกให้ใครสักคน
สมมติว่าชื่อ “ติวเตอร์”
มาช่วยบอกอีกครั้งว่า 6 ปีที่เอ็งเรียนมาน่ะ
มันเป็นอย่างนี้นะเฟ้ย
เรียนลัดได้ภายในเวลา 3 เดือน
อันนี้เป็นความร่วมมือกับครูที่ รร.
โดยการสอนแบบเบื่อๆ ไปวันๆ
แล้วค่อยไปนั่งเบียดๆกัน
ตาม รร.กวดวิชา
อู๊วว.. ขยันแถมมีเทรนด์
หรือ ค.เอนท์ไม่ติดซะงั้น
ไม่เป็นไร หากบ้านรวย
เราให้สิทธิ์ในการฉลาดน้อย
เลือกเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ชอบๆ
แล้วแต่รสนิยม หลักเกณฑ์ในการเลือกคณะง่ายๆ
โดยการดูว่าเพื่อนหรือแฟนเลือกคณะไหนก็ตามนั้น
หรือดูว่าแม่อยากให้เรียนอะไร
อันนี้เป็นการศึกษาแนวบุพการีเควสต์ คุณแม่ขอร้อง…
เอาละ สมมติว่าเรียนจบแล้วกัน
ส่วนที่เรียนไม่จบ
ละไว้ในฐานที่เข้าใจ
แล้วเราก็จะได้บัณฑิตที่ยังไม่รู้อยู่ดีว่า
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”
แต่ตัดคำว่า
“โตขึ้น” ออกไป
เพราะคราวนี้น่ะโตแล้ว
ถึงเวลาของการหางานทำแบบฟรีสไตล์
แล้วแต่เส้นสายของพ่อแม่
พอได้งานแล้วก็ทำงานไปวันๆ
มาสาย งีบหลับ โทรศัพท์ กลับก่อน
แหงล่ะ
ก็ไม่ได้อยากทำสักเท่าไร
ตอกบัตรแล้วก็นั่งเอาหัวตากแอร์รอเวลาเลิกงาน
ชีวิตทื่อๆ ไม่มีสีสัน ไร้ฝัน ไร้เป้าหมาย
จากเด็กเปรต กลายเป็นผู้หใญ่สมองกลวงในเวลาต่อมา
แล้วผู้ใหญ่สมองกลวงกลุ่มนี้แหละ…
กำลังจะผลิต เด็กเปรต รุ่นใหม่ๆ
โอ๊วว… น่าภูมิใจสุดๆ
วงจรอุบาทว์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงเพราะเราตอบไม่ได้ว่า
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”
ในทางกลับกัน
เด็กหลายคนไม่มี
“ชิปหาย”
ฝังไว้หลังต่อมอะไรทั้งสิ้น
เพราะวัยรุ่นที่มีฝันชัดเจนจะค่อนข้างดื้อ
ยากต่อการฝังชิปที่ว่านี้
ดื้อที่จะเลือกเรียนในสิ่งที่เขารัก
ดื้อที่จะขวนขวาญหาความรู้ในสิ่งที่เขาชอบ
ดื้อแถมบ้าบิ่นหากเจออุปสรรคขวางฝัน
เราจะเห็นความผิดปกติจากเด็กดื้อเหล่านี้
เขาจะขยันผิดปกติ
ฝึกซ้อมผิดปกติ
ตั้งใจผิดปกติ
มุ่งมั่นผิดปกติ
เมื่อโตขึ้นเขาทำงานอย่างที่เขาตั้งใจ
ก็เลยเจริญเร็วกว่าปกติ
เงินเดือนเยอะกว่าปกติ
ประสบความสำเร็จกว่าปกติ
มีความสุขกว่าปกติ
ภราดร ศรีชาพันธุ์
ไทเกอร์ วู้ดส์
ทักษิน ชินวัตร
ธงชัย แมคอินไตย์
บิล เกตส์
เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
หมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์
เดวิด เบคแฮม
อัลเบร์ต ไอน์สไตน์
และ
อีกมากมาย..
นี่เป็นรายชื่อบุคคลธรรมดาๆ กลุ่มหนึ่ง
แตกต่างจากคนอื่นๆนิดหน่อย
เพราะตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่น
ทุกคนตอบได้อย่างฉะฉานว่า
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร”
ถึงผู้ใหญ่สมองกลวงบางคนที่นับถือ
ดูแลบุตรหลานของคุณด้วยสายตาและหัวใจของเขา
อย่าบังคับเด็กให้เป็นในสิ่งที่เขาไม่อยากเป็น
เกิดเด็กย้อนว่าทำไมไม่ไปเรียนซะเอง
เดี๋ยวจะอึ้งกันเปล่าๆ
อย่าเอาลูกตัวเองไปเปรียบกับชาวบ้าน
เพราะนั่นเป็นการอบรมที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์
อย่าเอาฝันของตัวเอง โดยเฉพาะฝันที่ตัวเองทำไม่สำเร็จ
ไปโยนโครมลงกับลูก
คน..ไม่ใช่กระสือ ไม่จำเป็นต้องสืบเชื้อสายทายาทอสูร
ถึงเด็กเปรตบางคน
สำรวจตามเนื้อตัวดูซิว่ามี
“ชิปหาย”
ฝังอยู่รึเปล่า
ถ้าเจอ
ให้ใจเย็นๆ
แก้เคล็ดโดยการท่องคาถา
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” 3 จบ
แล้วรีบตอบให้ได้
เมื่อแน่ใจแล้วว่าฝันนั้นถูกครรลองครองธรรม
อย่าสิ..
อย่าเพิ่งเล่าให้แฟนฟัง
เพราะคนออกตังค์ค่าเล่าเรียนคือพ่อแม่
อธิบายความตั้งใจของเราด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
พนันกันได้
ผู้ใหญ่ (ที่สมองไม่กลวง)
จะรับฟัง
แล้วพร้อมสนับสนุนเมื่อมีฝันเป็นของตนเอง
และก็อย่าเรื่อบเปื่อย
กรุณาตั้งใจ
แล้วไปตามทางที่เธอย่อม..รู้ดี
“ชิปหาย”
ที่เกาะติดตามเนื้อตัวจะหลุดหายไปเองแหละ
เมื่อได้อ่านแล้วหลายคน
คงจะพอตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง
จบและ
จากนี้ไปก็ขอให้ทุกคนโชคดี
แล้วกันนะ
ระวังชิปหายด้วยล่ะ
บทความจาก น้าเน็ก
Posted in คำคม กินใจ , ไร้สาระ | No Comments »
Monday, December 31st, 2007 |
กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันกาลนี่เอง ธนบัตรแบงค์ ๑๐๐๐ ได้ถูกพิมพ์ออกมาสู่ท้องตลาด หลังจากนั้นก็ได้สถิตย์อยู่ในกระเป๋าของนักธุรกิจ ประชาชนผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่งจนอดเก็บไว้ไม่อยู่ แบ๊งค์ ๑๐๐๐ จึงพูดกับแบงค์อื่นๆออกมาว่า
“นี่พวกเธอ ดูสิ ฉันได้เดินทางไปที่ต่างๆกับบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย ฉันไปมาแล้วทั่วโลก ทั่วทุกทวีปก็ว่าได้”
แบงค์ ๕๐๐ จึงพูดว่า …..
“เธอนี่โชคดีจังที่ได้เดินทางไปทั่วโลก แต่ฉันก็ได้เดินทางไปตามห้างสรรพสินค้า ทั้งขึ้นเหนือล่องใต้ทั่วประเทศเหมือนกันนะ”
แล้วแบงค์ ๑๐๐๐ กับ แบงค์ ๕๐๐ ก็หันมามอง แบงค์ ๒๐ ซึ่งฟังอยู่อย่างสงบ
“แล้วเธอล่ะ แบงค์ ๒๐ เธอไปไหนมาบ้าง เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ”
แบงค์ ๒๐ ที่ฟังอย่างเงียบๆ เมื่อถูกขยั้นขยอให้เล่า จึงพูดขึ้น
“ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศหรือตามห้างสรรพสินค้าหรอก ส่วนใหญ่ฉันจะอยู่ตามวัด เขาทำบุญวัด อยู่ในตู้บริจาค และติดอยู่ตามต้นกฐิน ถึงฉันจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่งานบุญทุกงานก็มีพวกฉันมากที่สุดนะจะบอกให้”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า …
คนเราเวลาใช้จ่ายเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน
จ่ายเป็นพันเป็นหมื่นไม่มีความมัธยัสต์เสียดายเลย
แต่เวลาทำบุญกลับมัธยัสต์เหลือเกิน ทำแค่ ๒๐ บาทก็พอ
“ทำบุญ…อย่าเหนียว ซี้เลี้ยว…อดบุญ”
Posted in คำคม กินใจ , ไร้สาระ | No Comments »