Archive for the ‘งานอดิเรก’ Category

งานเครื่องเสียงรถยนต์ลำพูน

Sunday, October 26th, 2008 |

     งานอดิเรกของผมนอกจากจะ เล่นเน็ต , ทำเว็บ , ฟังเพลง , ร้องเพลง, แต่งมอไซค์ แล้ว อีกงานอดิเรกหนึ่งของผมที่ชอบก็คือ เครื่องเสียงรถยนต์ ซึ่งตั้งแต่ผมจำความได้ รถยนต์ของผมที่ใช้งานทุกคัน ทั้ง 3 คัน ผมติดเครื่องเสียงหมด แล้วก็ไม่ได้คิดแค่แบบเอาฟังคนเดียว ทุกคันติดแบบเอาเปิดโชว์ได้ทุกคัน มิวายถึงเจ้า Yaris คันปัจจุบันที่ก็ต้องแต่งเครื่องเสียง ถึงจะไม่มากมายราวๆ แสน บาทได้ ก็เป็นเรื่องที่ผมชอบมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

     ช่วงนี้ทุกคืนวันเสาร์จะมีงานโชว์เครื่องเสียงของชมรม คนรักเครื่องเสียงจังหวัดลำพูน ซึ่งผมเองก็อยู่ในชมรมนี้เช่นกัน เพราะอยู่ใกล้บ้าน และเพื่อนผมๆผมก็เปิดร้านเครื่องเสียงอยู่ลำพูนทั้งนั้น ดังนั้นผมเลยไปอยู่กับกลุ่มของลำพูนมากกว่า และทุกๆเสาร์ผมก็ต้องเอารถ Yaris ไปกะเขาด้วยเหมือนกัน

 car_sound-001.jpg
รถผมเองครับ

car_sound-002.jpg car_sound-003.jpg

car_sound-004.jpg car_sound-005.jpg

car_sound-006.jpg
ที่ขาดไม่ได้คือ โคโยตี้ ครับ

car_sound-007.jpg car_sound-008.jpg

     งานนี้เรียกได้ว่าลำพูนจัดได้ไม่น้อยหน้าเชียงใหม่เลยครับ หากมีโอกาสใครอยู่ใกล้ๆก็ลองไปเที่ยวกันนะครับ ทุกเสาร์ ตั้งแต่ 1 ทุ่มเป็นต้นไปถึงราวๆเที่ยงคืน และที่เด็ดกว่านั้นก็คือจะมีงานแข่งขัน DB เร็วๆนี้ที่ลำพูนครับ

นี่แหล่ะสุดยอดเกม Drift ที่ถูกใจ

Monday, September 15th, 2008 |

จะว่าถึงเรื่องเกมผมชอบมากๆโดยเฉพาะเกมแข่งรถ เรียกได้ว่าคลั่งเกมแข่งรถว่างั้น ก็ไปตามยุคมันนะครับ เกมยุคแรกๆเลยที่ผมชอบก็คือ

GT หรือ Grand Turismo ซึ่งเป็นเวอร์ชั่น PS (Play Station) ซึ่งถือว่าเป็นเกมที่ทำภาพออกมาได้อย่างดีมากๆ เสียอย่างเดียว รถมันไม่พัง เวลาชน ผมว่าคนที่ชอบเล่นเกมแข่งรถยังไงน่าจะเคยผ่านเกมนี้มาแล้วทั้งสิ้น

grand-turismo.jpg

และก็มีอีกหลายๆเกมนะที่ชอบพวก Rally ต่างๆ แต่ก็มาโดนใจอีกเกมก็คือ Need For Speed Under Ground 2 ภาคนี้ผมว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะลองเล่นภาคหลังจากนี้ไม่ว่าจะ Carbon หรือ ProStreet ก็ไม่ถูกใจเท่ากับ Under Ground 2 อยู่ดี แต่มันก็มีข้อเสียก็อีตรงที่รถมันไม่พังอีกนั่นแหล่ะ

และก็เลยไปค้นๆหาคำว่า Best Drift PC Game จาก Google ก็ได้พบกับเกมที่ชื่อว่า GRID ก็เลยตามๆอ่านๆดูทั้งการแนะนำจากเว็บไทย และ เว็บเทศ ก็พบว่ามีแต่คนพูดว่าเป็นเกมที่ดีมากๆ ก็รอช้าอยู่ใยก็ไปจัดแจงสั่งซื้อมาทันที 2 แผ่น DVD

race-driver-grid-1547.jpg

เมื่อได้รับของก็จัดแจงลองลงเล่นทันที ลงเสร็จเครื่องจัดการเซ็ทค่าต่างๆให้อัตโนมัติ ปรากฏว่าเกมอืดสุดๆครับ ประมาณว่าภาพของมันเนี่ยสุดยอด และ ยอดเยี่ยมจริงๆ ขนาดการ์ดจอผมก็ 256 M ละนะ แรมก็ 2 G ก็ถือว่ามาตรฐานแล้วนะ ก็ยังไม่วายจะอืด

race_driver__grid_pics_32.jpg

ก็เลยต้องมานั่งปรับเอง ผมต้องปรับไปที่ Low เลยครับถึงจะเล่นได้แบบลื่นๆเลยนะ

แต่อยากจะขอบอกว่า ไอ้ Low เนี่ย แต่ภาพมันยังละเอียดกว่า Need For Speed ที่ปรับแบบ medium เลยทีเดียว ภาพเนียนๆ สวยถูกใจมากๆครับ

สิ่งที่ผมชอบจากเกมนี้ก็คือเรื่องของการ ดริฟท์ (Drift) ครับ มันทำได้สมจริงมากๆ แต่บอกได้คำเดียวว่ายากครับ หากคนที่ติดเกม Need For Speed มาคงบังคับกันหมุน 10 ตลบแน่นอน ผมเองเล่น 2-3 สนามแรกควบคุมรถไม่ได้เลย มันได้อารมณ์ของการดริฟจริงๆครับ และที่ชอบมากๆก็คือ หากชนรถมพัง และ ชนแรงสุดๆก็ตายครับ เจ๋งมากๆครับ

race-driver-grid-ss1.jpg

หากให้คะแนนผมคงให้ 9.9/10 คะแนนเลยครับสำหรับเกมนี้

และสำหรับเกมนี้คงหนีไม่พ้นได้ซื้อ จอยพวงมาลัยแน่ๆเลย แต่รอสักพักก่อน เพราะเมื่อกี้เพิ่งหมดไปกะซื้อ UPS 2,400 บาทแหน่ะ แต่เล็งไว้ละ จอยพวงมาลัย Logitech Formula Force GP ในราคาเกือบๆ 3,000 บาท เดี๋ยวไว้รอสิ้นเดือนไปสอยมาแน่นอน

lt_fw_fll.jpg

ใครที่ชอบเกมแข่งรถลองไปหามาเล่นดูครับ แล้วจะมันส์เหมือนผม

ดูข้อมูลเกมนี้ได้ที่
http://www.racedrivergrid.com

รออย่างใจจดจ่อ The Fast and The Furious 4

Monday, July 7th, 2008 |

ผมดูทุกภาค มีทุกภาค สำหรับหนังเรื่อง The Fast and The Furious 4 เป็นหนังแนวที่โดนใจผมมากๆ สำหรับเรื่องย่อนะครับ

“หลังจากที่จากที่ไบรอันพ้นออกจากคุก (Paul Walker) จากการที่ปล่อยตัวโดมินิค (Vin Diesel) ไปในภาคแรก เขาก็พบว่าเล็ตตี้ (Michelle Rodriguez - ไม่กลับมาในภาคนี้) แฟนของโดมินิคได้ถูกฆ่าตายโดยเจ้าพ่อยาเสพติดที่ชื่อว่า แอนโตนิโอ บราก้า ทำให้พวกเขาต้องกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อจัดการเจ้าพ่อยาเสพติดคนนี้ “

หนังกำกับโดย Justin Lin ผู้กำกับจากภาคที่ 3 มีคิวเข้าฉายในอเมริกา 6 มิ.ย. 2009

pwalker-00115.jpg

mikesgt_8-21-07_005_resize.jpg
รถที่ Vin Diesel จะใช้ในภาคนี้

img_0287.jpg

img_0289.jpg
Brian O’Conner (Paul Walker) ใช้คันนี้

มารอดูกันว่าภาคนี้จะเด็ดแค่ไหน ก็มารอลุ้นๆไปพร้อมๆกัน แต่ต้องรอปีหน้าเลยทีเดียว

รถแต่ละคันที่เข้าฉากล้วนแล้วแต่สุดๆ โครตๆทั้งนั้นครับ อยากรู้ว่าสวยแค่ไหน แพงขนาดไหน โหดขนาดไหนดูได้ที่

http://vindieselgallery.net/gallery/thumbnails.php?album=317&page=1

แรง G

Thursday, June 5th, 2008 |

เมื่อวานซื้อหนังสือมาอ่าน หนังสือรถยนต์ บังเอิญไปเห็นเบาะที่อยากได้แล้วมันโฆษณาว่ารับแรงได้เยอะ ผ่านการทดสอบด้วยแรง 20 G เอาละสิอาจจะตกวิทยาศาสตร์ มาเลยต้องมาหาความรู้เรื่องแรง G สักหน่อย

pro-racer-hans_02.gif
เบาะที่กำลังหาๆมาใส่รถ

ไอ้แรง G  หรือ F-Force มันหมายถึง การที่มีแรงกระทำกับเรา เท่ากับ น้ำหนักตัวของเราเอง นี่คือเท่ากับแรง 1G ครับ แล้วเบาะที่ว่านี่เขาทดสอบกันที่ 20 G สมมุติผมหนัก 70 กิโลกรัม ก็เท่ากับว่า 20 G นี่คือ 1,400 กิโลกรัม เลยทีเดียว ผมว่าเบาะเดิมๆปกติทั่วๆไปคงพังไปละมั๊ง โดนแรงขนาดนี้

และเนื่องจากผมเองชอบดูรถแข่งมากๆทั้งรถยนต์และมอไซค์ แต่ทีวีบ้านเรามันก็ไม่อำนวยสักเท่าไหร่ ที่จะได้ดูกันบ่อยๆ ก็เอาความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ F-1 มาให้รู้กันครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่บางท่านอาจจะไม่รู้เหมือนผมด้วยเช่นกัน

1.สนามแข่งรถ F1 ทั่วไปจะเป็นทางโค้งไปมา ไม่ใช่วงรีอย่างสนามแข่งรถดังๆของอเมริกา ดังนั้นนอกจากรถ F1 จะต้องมีอัตราเร็วที่สูงแล้วยังต้องมีอัตราเร่งที่สูงด้วยเนื่องจากต้องเบรกและเร่งออกจากโค้งบ่อย รถ F1 ทุกคันสามารถออกตัวจากหยุดนิ่งจนมีความเร็ว 160 km/h แล้วเบรกให้หยุดอีกครั้งได้ภายใน 4 วินาทีกว่าๆ

2.เราวัดความแรงของการเบรกและความแรงของการเข้าโค้งเป็นค่า g-Force โดยที่ค่า 1g มีความหมายว่ามีแรงกระทำกับคนขับเท่ากับน้ำหนักของคนขับเอง แรง g-Force ของรถในขณะเบรกเพื่อเข้าโค้งหลังจากวิ่งด้วยอัตราเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงมีค่าประมาณ 5g ส่วนในขณะที่เลี้ยวโค้งด้วยความเร็วสูงมี g-Force (เนื่องจากแรงหนีศูนย์กลาง) ประมาณ 4g นั่นคือมีแรงขนาด 4 เท่าของน้ำหนักตัวคุณเองผลักคุณไปติดด้านข้างรถขณะเลี้ยวโค้ง การขับ F1 จะทรมานร่างกายคุณอย่างมาก

3.ก่อนปี ค.ศ. 2005 เครื่องยนต์รถ F1 มีอายุการใช้งานเพียงแค่สนามเดียว ในสนามถัดไปก็ต้องประกอบเครื่องยนต์ใหม่ การทำเช่นนี้มีค่าใช้จ่ายสูงทำให้ทีมเล็กเสียเปรียบ ในปี 2005 เป็นต้นมาจึงมีกฎว่าเครื่องยนต์หนึ่งจะต้องใช้ 2 สนาม (หรือประมาณ 4 ชม.) ห้ามเปลี่ยน  หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแล้วอันดับการออกสตาร์ทจะต้องหล่นไป 10 อันดับ เครื่องยนต์ของรถธรรมดาทั่วไปมีอายุการใช้งาน 20 ปี

4.หลังจากขับ 1 สนาม นักแข่ง F1 จะมีน้ำหนักลดลงประมาณ 2 กิโลกรัม

5.ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ F1 สูงสุดประมาณ 20,000 รอบ/นาที (ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นลง 330 รอบ/วินาที)

6.ในการเบรกเพื่อเข้าโค้ง อุณหภูมิของเบรกอยู่ที่ประมาณ 1000 องศาเซลเซียส ทำให้ใช้เหล็กกล้าทำเบรกไม่ได้เพราะมันจะสึกหรอเร็วมาก ต้องใช้ Carbon fiber ที่มีความทนทานกว่าแทน

7.ที่นั่งของคนขับมีขนาดเล็กมากและถูกหล่อให้เข้ากับรูปร่างของคนขับ เมื่อจะเข้าไปนั่งต้องถอดพวงมาลัยออกก่อน หลังจากนั่งแล้วจึงใส่พวงมาลัยกลับไป นักแข่งทุกคนจะต้องได้รับการทดสอบในการถอดพวงมาลัยและกระโดดออกจากรถได้อย่างรวดเร็วเผื่อในกรณีที่รถเกิดไฟไหม้

8.รถ F1 ไม่มีกระปุกเกียร์ การเปลี่ยนเกียร์ทำได้โดยการกดปุ่มต่างๆที่อยู่บนพวงมาลัย นอกจากนี้ยังมีปุ่มต่างๆเพื่อกำหนดการทำงานของเครื่องยนต์ พวงมาลัยแต่ละอันมีราคาประมาณ 1-4 หมื่นเหรียญ

9.แรงที่กดรถให้ยึดเกาะกับถนนมาจากแรง 2 แรงคือน้ำหนักของตัวมันเองและ Downforce จากอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ที่คล้ายๆกับเครื่องบินหงายตัว (Upside down) คือแทนที่จะเกิดแรงยกเหมือนเครื่องบินกลับออกแบบปีกเล็กที่ติดกับหน้ารถและหลังรถให้เกิดแรงกดพื้นติดกับถนนแทน ทำให้รถเลี้ยวโค้งได้เร็วขึ้น แรง Downforce จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามอัตราเร็ว (ตามกฎของ Bernoulli นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ชาวเนเธอแลนด์)

(เพิ่มเติมที่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=5802&page=1)

ที่ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถ F1 สามารถวิ่งหงายท้องเกาะติดกับเพดานอุโมงค์ได้สบายๆ

10.สนาม Monaco เป็นสนามในเมืองที่รถปกติขับกันค่อนข้างช้า  แต่F1 จะแข่งกันที่ความเร็วเฉลี่ย 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ระหว่างที่รถวิ่งผ่านฝาท่อระบายน้ำจะมีแรงดูดให้ฝาท่อระบายน้ำ (ที่เป็นเหล็กหนาๆ) ลอยขึ้นมาติดรถได้ ดังนั้นก่อนแข่งทุกครั้งจะมีการเชื่อม (Welded) เหล็กฝาท่อให้ติดกับถนน

11.ทีมงานรถ F1 สามารถเติมน้ำมัน 50 ลิตรพร้อมกับเปลี่ยนยางได้ภายใน 4 วินาที

12.ยางของรถ F1 ไม่บรรจุอากาศธรรมดาแต่จะบรรจุกาซไนโตรเจนแทน เพราะสามารถทำนายการเปลี่ยนความดันเนื่องจากอุณภูมิที่เปลี่ยนได้ค่อนข้างแน่นอน อากาศโดยทั่วไปมีไอน้ำอยู่ทำให้ควบคุมได้ลำบากกว่า

13.อุณภูมิของยางรถขณะแข่งประมาณ 1000 องศาเซลเซียส และหมุนประมาณ 50 รอบต่อวินาทีที่ความเร็วสูงสุด ยางมีอายุการใช้งานประมาณ 90 - 120 กิโลเมตร (ยางรถธรรมดาใช้งานได้ 80,000 กิโลเมตร) ที่มีอายุการใช้งานสั้นเนื่องจากเป็นสูตรยางที่อ่อนเพื่อให้มีจุดสัมผัสกับถนนได้มากที่สุด (สำหรับวัสดุนิ่มเช่นยาง สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานขึ้นกับปริมาณพื้นที่ผิวสัมผัสด้วย ต่างกับวัตถุแข็งเช่นเหล็ก)

ข้อมูล F-1 จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/339/3

วันนี้มาคลุกอยู่ที่ Barcamp ทั้งวัน

Saturday, May 17th, 2008 |

วันนี้ที่เชียงใหม่มีกิจกรรม barcamp ซึ่งจัดที่ ม.พายัพ มาตั้งแต่ราวๆ 10 โมง สิ่งที่เจอคือ ฝรั่ง ครับ มีแต่ชาวต่างชาติที่มากันเยอะมากๆ นั่งตรงไหนก็ได้ยินแต่ภาษาอังกฤษ เหอๆๆๆ

barcamp_00.jpg

สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ หัวข้อที่พูด ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ฟังกันไป แต่ติดที่เวลาแต่ละกหัวข้อ สั้นมาก 30 นาที ยังไม่ทันรู้เรื่องอะไรเลย

barcamp_01.jpg

barcamp_02.jpg

ตอนนี้ก็กำลังนั่งฟังเรื่อง CMS เถียงกันว่าอันไหนดีที่สุด เหอๆๆ  จะเถียงกันไปทำไมไม่รู้ ใช้อันไหน แล้วทำออกมาได้ดีที่สุด ถนัดที่สุด ก็ใช้ไปเหอะ วัดกันที่ Output ก็พอ

Editor's Talk!

สวัสดีคนที่หลงเดินทางเข้ามายัง Blog ของผม อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ หรือ ตั้งใจเข้ามาก็ตาม ก่อนอื่นผมก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า Blog ของผมมันจะมีสาระบ้าง หรือ ไม่มีสาระเลย ก็แล้วแต่อารมณ์ช่วงไหนอยากเขียนอะไร อย่าเหมาว่า Blog ผมจะต้องมีแต่ความรู้เหมือน Blog ของคนอื่นๆ นะครับ
สำหรับ Blog นี้ ผมสามารถใช้คำพูดใดๆก็ได้ตามที่ผมเห็นสมควร เพราะมันคือ Blog ของกู(ผม) บางครั้งผมเขียนไปกระทบใครก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วย ก็ไม่มีอะไรมากครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน Blog ของผมนะครับ

นายแม็ค

ค้นหา :