Archive for the ‘ส่วนตั๊ว ส่วนตัว’ Category
Saturday, February 20th, 2010 |
เคยลองดูของสักชิ้นที่เราใส่ติดตัวตลอดเวลาไว้นานๆบ้างไหม ว่ามีสิ่งไหนที่เราใส่ติดตัวไว้นานที่สุด บางคนอาจจะเป็นสร้อย บางคนอาจจะบอกว่าแหวน นาฬิกา หรืออะไรก็แล้วที่ท่านๆใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลา
แต่สำหรับผมแล้ว เมื่อผมลองมองๆตัวเองและพินิจพิจารณาแล้ว ของที่ผมใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลากลับไม่ใช่ สร้อยคอ แหวน หรือ นาฬิกา แต่กลับเป็น “สายรัดข้อมือ เรารักพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเป็นสายที่ได้นำวางขายประมาณปลายๆปี 2548 (หากผมจำไม่ผิด)
สายรัดข้อมือที่จัดทำขึ้นผลิตจากซิลิโคนอย่างดี เป็นสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายนอกมีการสลักอักษรสองภาษา คือ ภาษาไทย “เรารักพระเจ้าอยู่หัว” และภาษาอังกฤษ “Long Live King” มีจำนวนจำกัดเพียง 1 ล้านเส้น เพื่อขอรับบริจาคเส้นละ 100 บาทจัดทำขึ้นโดย มูลนิธิคิง พาวเวอร์ เพื่อ ฉลองวาระอันเป็นมงคลที่พระบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ. 2549

รูปตัวอย่างสายรัดข้อมือ พร้อมบรรจุภัณฑ์
โดยในตอนนั้นผมสั่งจองที่ธนาคาร ไทยพานิชย์ โดยของผมจะมีเลขประจำสายรัดข้อมือคือ 176644 ถือว่าเป็นเลขสวยนะเนี่ย ซึ่งตั้งแต่จำความได้ ผมไม่เคยถอดออกเลย ตั้งแต่ซื้อมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาที่ใส่ติดตัวเกือบ 5 ปีแล้ว
แล้วคุณหล่ะใส่อะไรติดตัวไว้นานที่สุด…
Posted in ส่วนตั๊ว ส่วนตัว, ไร้สาระ | No Comments »
Saturday, October 10th, 2009 |
วันนี้จะมาเล่าถึงความชอบส่วนตัวในการฟังเพลงสักหน่อย ว่าแนวเพลงที่ผมชอบนั้นเป็นแนวไหน ผมชอบฟังเพลง Metal, Hardcore มาก อาจจะแปลกกว่าคนอื่นๆที่เวลาเขียนโปรแกรม หรือ นั่งดีไซน์อะไรต้องการเพลงเย็นๆ ฟังสบายหู แต่ผมกลับตรงกันข้าม หากฟังเพลงซึ้งๆหวานๆ มักคิอะไรไม่ออก ต้องเพลงหนักๆ แรงๆ ฟังไปเขย่าหัวไป ถึงจะคิดงานออก
ในไทยก็มีวงมากมายทั้งใต้ดิน และ บนดินที่ผมชอบฟัง แต่วงดนตรีของคนไทยยังไม่ถึงระดับของ Metal เช่น retrospect , sweet mullet, Harem Belle และอีกหลายๆวงที่ยังอยู่ใต้ดินอยู่
สำหรับวงที่ผมจะเอามาแนะนำให้ลองฟังกันดูก็คือวง DragonForce ครับ เพลงหลายๆเพลงถูกเอาไปประกอบเกม พวก Guitar Hero ต่างๆก็จะมีเพลงของวง DragonForce อยู่ด้วยเสมอๆ ที่ผมชอบวงนี้เพราะผมชอบท่วงทำนองที่เร้าใจ และ การโซโล่กีตาร์ที่กระชากใจ เสียงกีตาร์มันช่างบาดหัวใจ และ กระชากเอาความรู้สึกกังวลใจ ความเศร้าหมอง ให้หลุดออกมาจากหัวได้ (ใครจะว่าผมเวอร์ก็แล้วแต่ แต่ผมรู้สึกงี้อ่ะนะ)
http://www.youtube.com/watch?v=ym5TTqPY2sk
http://www.youtube.com/watch?v=Hagu2p-oSpc
ลองฟังเพลงของ DragonForce ดูก่อนก็ได้นะครับ สำหรับประวัติลองอ่านได้จากข้างล่างเลย
ก่อตั้งวงเมื่อเดือนกันยายน ปี 1999 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นการรวมตัวของ Herman Li มือกีตาร์ชาวฮ่องกง, Sam Totman มือกีตาร์ชาวอังกฤษ, ZP Theart นักร้องนำชาวแอฟรีกาใต้ และ Steve Scott เป็นมือเบส โดยตั้งชื่อวงครั้งแรกว่า Dragonheart มีอัลบัมเดโมออกมา 1 ชุดในปี 2000 ใช่ชื่อว่า “Valley of the Damned” บรรจุ 5 เพลง ซึ่งได้แก่ Valley of the Damned, Revelations, Starfire, Black Winter Night และ Disciples of Babylon โดยที่พวกเขาใช้ทุนของตนเองลงขันทำขึ้น หลังจากนั้นในปีถัดมา มือเบสก็ลาออกไป พร้อมกับได้ Didier Almouzni มือกลองชาวฝรั่งเศส และมือคีย์บอร์ดชาวยูเครน Vadim Pruzhanov เข้ามาเสริมทัพ มาจนในเดือนธันวาคมปี 2001 เปลี่ยนชื่อมาเป็น Dragonforce จนถึงปัจจุบันพวกเขาจัดเป็นวงที่ได้รับอิทธิพลมาจากวงจากฝั่งยุโรปอย่าง Helloween, Gamma Ray และ Stratovarius มาแบบเต็มๆ จัดเป็นวงที่เล่นสไตล์เมโลดิกเพาเวอร์ไฟแรงที่น่าจับตาที่สุดในช่วงนี้ Herman Li จัดเป็นมือกีตาร์หนุ่มที่ฝีไม้ลายมือเข้าขั้นมหากาฬ ยิ่งได้คู่หูอย่าง Sam Totman ที่เข้าขากันได้ดีมาตลอด ทำให้อัลบัมเต็มชุดแรกที่เซ็นกับสังกัด Noise Records พวกเขานำชื่ออัลบัมเดแรกของวงกลับมาใช้อีก รวมทั้งนำเอา 5 แทร็กเดิมมาบันทึกเสียงใหม่อีกครั้ง
เพลงเปิดตัวอย่างเพลง Valley of the Damned เต็มไปด้วยเทคนิคของการโซโลกีตาร์ที่หวือหวาและน่าหลงใหล และ Black Winter Night ก็เต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมของดนตรีเพาเวอร์เมตัลเน้นเมโลดี หลังจากประสบความสำเร็จจากการออกทัวร์ที่งาน Sweden Rock Festival พวกเขาได้มือเบสอย่าง Adrian Lambert เข้ามาเสริมทัพ ยิ่งทำให้ขุมกำลังของ Dragonforce เข้มแข็งมากขึ้น แม้จะออกผลงานเป็นอัลบัมแรก แต่ทั้งชื่อเสียงและฝีมือทางดนตรีของวงกำลังเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวเมตัลทั่วยุโรปอย่างกว้างขวาง ต่อมาในอัลบัม Sonic Firestorm ในปี 2004 แทร็กสำคัญอย่าง My Spirit will go on, Fury of the Storm ยังคงครองใจแฟนเพลงสายเมโลดิกเพาเวอร์ พร้อมกับตารางทัวร์ที่ยาวเป็นหางว่าว นอกจากนี้คำชมจากนิตยสารต่างๆ ยังชื่นชมพวกเขาอยบ่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Kerrang!, Metal Hammer, Burrn!, Classic Rock, Lords of Metal เป็นต้น ล่าสุดพวกเขามาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในอัลบัมที่ 3 ที่ชื่อ Inhuman Rampage ในปี 2006 พวกเขามีส่วนอย่างมากในการทำงานในห้องอัดระบบเสียงชั้นเยี่ยม บวกกับฝีมือที่พัฒนาขึ้นหลายเท่าตัวนัก
แต่พวกเขาต้องสูญเสียมือเบสอีกครั้ง แล้วผู้ที่เข้ามาแทนในตำแหน่งเมือเบสที่ว่างลงก็คือ Frederic Leclercq อดีตมือกีตาร์ของวง Heavenly สายเลือดฝรั่งเศส มารับหน้าที่อย่างเต็มตัว ซึ่งก็สามารถเติมเต็มในส่วนของการแสดงสดได้เป็นอย่างดี มือกีตาร์ของวงทั้ง Sam และ Herman ทั้งสองได้รับรางวัล “Best Shredder” จากงาน Metal Hammer Golden Gods 2005 นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นมือกีตาร์หน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก Guitar World’s Readers Poll 2007 ซึ่งได้คะแนนโหวตถึง 70% ทั้งสาขา “Best Metal”, “Best Riff” และ “Best Shredders” พวกเขากวาดมาเรียบ ล่าสุดรางวัล “Best Guitar Solo” จากเพลง Through the Fire and Flames โดยการโหวตของนิตยสาร Total Guitar ปีนี้ก็เป็นของพวกเขา ปี 2007 Herman เริ่มต้นการโชว์และการสร้างชื่อได้เป็นอย่างดีกับการเป็นแขกพิเศษที่ได้ขึ้นร่วมแจมกีตาร์กับมือกีตาร์ระดับเทพอย่าง Steve Vai ในงาน The Ibanez Jem/RG model 20th Anniversary Show ที่เมืองฮอลลีย์วูด ในคาลิฟอร์เนีย ก่อนหน้านี้ลีเองก็เคยร่วมแจมบนเวทีเดียวกับมือกีตาร์ระดับตำนานอีกหลายคน อาทิ Jo Satriani, Paul Gilbert, Tony MacAlpine และ Andy Timmons มาแล้ว ถือว่า Dragonforce เป็นวงเพาเวอร์เมตัลอนาคตไกลแล้ว ในเรื่องของมือกีตาร์พวกเขายังฉายแววการเป็นกีตาร์ฮีโร่อีกด้วย
ข้อมูลจาก http://www.online-station.net/news/48/23733.html
Posted in ส่วนตั๊ว ส่วนตัว, ไร้สาระ | No Comments »
Monday, September 28th, 2009 |
วันนี้คงคิดว่าผมแปลก ที่มีพูดถึง ต้นลาน ผมว่าต้นลานคงมีคนรู้จัก ผมเองก็รู้จัก ไม่เคยสนใจ แต่พอดีวันนี้ไปเปิดในเว็บบอร์ด เว็บ mocyc.com ของผมแล้วไปเห็นทริปขี่มอไซค์ “ทริปพิชิตผาเก็บตะวันปะทะเขาแผงม้า” ของคุณ Flyman ก็เลยเพิ่งรู้ในเรื่องที่หลายๆคนอาจจะไม่รู้เหมือนผม ก็คือ ต้นลาน สามารถออกดอกได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และ ก็จะตาย โดยกว่าที่จะสามารถออกดอกได้ก็ต้องมีอายุหลายสิบปี ซึ่งผมเพิ่งรู้จริงๆ ก็เลยขอเอาเร่ืองต้นลานมาเล่าให้ฟังละกัน
ลานหรือไม้ลาน เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่อยู่ในตระกูลปาล์ม เป็นพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์ ที่ไม่ขึ้นแพร่หลายนัก มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาและแถบเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนใหญ่จะชอบขึ้นอยู่ในที่มีอากาศชื้นเย็น มีฝนตกมาก ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด ในดินที่มีความชื้นสูง ดินมีการระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ต้นลานมีความคงทนต่อภัยธรรมชาติเป็นอย่างดี ต้นเล็กถึงแม้จะถูกไฟไหม้ก็จะงอกขึ้นได้ในโอกาสต่อไป เพราะรากของต้นลาน ฝังลงในดินลึกมาก ต้นลานที่พบในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ
1.Corypha lecomtei มีชื่อสามัญเรียกว่า ลานป่า Lan pa ในธรรมชาติพบในประเทศเวียดนามและประเทศไทย แต่ไม่ใหญ่เท่าชนิดที่ 3 ในเวียดนามและไทยนิยมนำมาใช้เขียนหรือจารึกอักษร ลานชนิดนี้พบมากที่บ้านทับลาน บ้านขุนศรี บ้านวังมืด ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี บ้านท่าฤทธิ์ ตำบลวังม่วง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี บริเวณผานกเค้า อำเภอผานกเค้า จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบ ทั่วไปบริเวณจังหวัดลพบุรี , ตาก ,พิษณุโลก,นครปฐม ลานชนิดนี้มีอยู่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน จัดว่าเป็นพันธุ์ไม้ดั้งเดิมของไทย
2.Corpha utan มี ชื่อพ้องคือ Corypha elata ชื่อสามัญเรียกว่า ลานพรุ Lan phru หรือ ebang Palm ชอบขึ้นตามแนวชายฝั่งแม่น้ำหรือในพื้นที่ชุ่มน้ำมีการกระจายตั้งแต่อินเดีย จนถึงฟิลิปปินส์ และทางตอนเหนือของออสเตรเลียในประเทศไทยพบมากในแถบภาคใต้เขตอำเภอเชียรใหญ่ และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาและตามเส้นทางจากจังหวัดกระบี่ถึงพังงา ลานพรุมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากลานชนิดอื่น คือ ลำต้นสูงคล้ายต้นตาลขึ้นอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากตามที่ราบท้องทุ่ง แม้พื้นที่น้ำท่วมขัง
3. Corepha umbraculifera เป็นปาล์มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีชื่อสามัญว่า ลานวัดหรือลานหมื่นเถิดเทิง หรือ Fan palm, Lontar palm, Talipotpalm ลานชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในศรีลังกาและอินเดีย จนเป็นต้นไม้ประจำชาติของศรีลังกา ประเทศไทยไม่พบในธรรมชาติ แต่มีการนำเอามาปลูกในภาคเหนือของประเทศไทย
ต้นลานจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรงและแข็ง เนื้อไม้เป็นเส้นใย ไม่มีกิ่ง มีแต่ก้านออกรอบลำต้นเป็นชั้น ๆ มีหนามเป็นฟันเลื่อยสั้น ๆ อยู่สองข้างริมขอบก้านใบ ใบยาวประมาณ 2-3 เมตร ใบใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปพัด ค่อนข้างกลมคล้ายใบตาล บางทีเรียกปาล์มพัด ความยาวของใบ 3-4 เมตร ความกว้างที่แผ่ออกไปประมาณ 4.5-6 เมตร ถือเป็นพันธุ์ไม้ที่มีใบใหญ่ที่สุดในโลก เป็นไม้ทิ้งใบตามธรรมชาติ วงจรชีวิต ของต้นลานค่อนข้างพิเศษกว่าไม้ตระกูลอื่น ๆ คือเมื่อต้นแก่ตั้งแต่อายุ 20-80 ปี ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอก และผลนั่นหมายถึงชีวิตช่วงสุดท้ายของต้นลานสิ้นสุดแล้ว
ต้นลานจะออกดอกเป็นช่อใหญ่คล้ายรูปปิรามิด ตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกหนึ่งจะมีดอกเป็นจำนวนล้าน ๆ ดอก สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม นับตั้งแต่เริ่มออกช่อดอกและบานกลายเป็น ผลกินเวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป ผลมีลักษณะกลมรี สีเขียว ผลหนึ่งมีเมล็ดเดียว เมล็ดกลมสีดำ เนื้อในคล้ายลูกชิด หรือลูกจาก รับประทานได้ เมื่อผลแก่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินจะงอกเป็นต้นลานเล็ก ๆ มากมาย เนื่องจากลานมีลำต้นเดียว ไม่มีหน่อ ดังนั้นเมล็ดจากผลเท่านั้นเท่านั้นที่จะทำหน้าที่สืบพันธุ์ได้ สามารถใช้เพาะขยายพันธุ์ แต่การเจริญเติบโตของต้นลานเป็นไปอย่างช้ามาก ส่วนการย้ายปลูกกล้าไม้ลาน หาก มีการกระทบกระเทือนทางราก กล้าไม้จะไม่รอดตาย ประโยชน์ของต้นลาน

ลานถือได้ว่าเป็นไม้เศรษฐกิจประเภทหนึ่งของไทย โดยอาศัยผลผลิตที่ได้จากต้นลาน นำมาใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิต ทั้งด้านอุปโภคและบริโภค นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ส่วนต่าง ๆ ของต้นลานที่นำมาใช้ประโยชน์ได้แก่
1. ยอดลานอ่อน (ใบลานอ่อน) เป็นที่จารึก หนังสือพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา โดยการใช้เหล็กแหลมจารบนใบลานแล้วใช้ยางรักทา เอาทรายลบยางรักจะแทรกในตัวหนังสือที่จารเป็นเส้นดำ หรือจะใช้เขม่าไฟแทนก็ได้ เรียกหนังสือใบลานเหล่านี้ว่า “คัมภีร์ใบลาน” นอกจากนี้ ยังนิยมนำมาพิมพ์เป็นการ์ด นามบัตร ที่คั่นหนังสือต่าง ๆ ใช้จักสานทำผลิตภัณฑ์ของใช้ อาทิ เช่น หมวก งอบ พัด กระเป๋า เสื่อ ภาชนะในครัวเรือน เครื่องประดับตกแต่งบ้าน เช่น โมบายรูปสัตว์ ปลาตะเพียน ฯลฯ ส่วนภาคใต้นำยอดลานพรุ มาฉีกเป็นใบ สางออกเป็นเส้น ปั่นเป็นเส้นยาวคล้ายด้าย นำไปทอเป็นแผ่น เรียกว่า ห่งอวนหรือหางอวน ทำเป็นถุงรูปสามเหลี่ยมสำหรับไว้ต่อปลายอวน ใช้เป็นถุงจับกุ้งและเคยสำหรับทำกะปิ สานเป็นถุงใส่เกลือ วองใส่ยาเส้นและซองใส่แว่นตา
2. ใบลานแก่ ใช้มุงหลังคาและทำผนังหรือฝาบ้าน บางแห่งใช้ใบลานเผาไฟเป็นยาดับพิษอักเสบฟกช้ำบวมได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรียกทั่วไปว่า “ยามหานิล”
3. ก้านใบ ใช้ทำโครงสร้าง ไม้ขื่อ ไม้แป และผนัง บางแห่งใช้มัดสิ่งของแทนเชือกเหนียวมาก ส่วนกระดูกลาน (ใกล้กับบริเวณหนามแหลม) มีความแข็ง และเหนียวมากกว่าส่วนอื่นของก้านใบ ใช้ทำคันกลดพระธุดงค์ นอกจากนี้ยังใช้ทำขอบภาชนะจักสานทั่วไป เช่น ขอบกระด้ง ตะแกรง กระบุง ตะกร้า เป็นต้น
4. ลำต้น นำมาตัดเป็นท่อน ๆ สำหรับนั่งเล่นหรือใช้ตกแต่งประดับสวน ทำฟืนเป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ภาคใต้บางแห่งใช้ทำครกและสาก
5. ผล ลูกตาลอ่อนนำเนื้อในมารับประทานแบบลุกชิดหรือลูกจาก ส่วนเปลือกรับประทานเป็นยาขับระบายดี บางแห่งใช้ลูกลานทุบทั้งเปลือก โยนลงน้ำทำให้ปลาเมา แต่ไม่ถึงตาย สะดวกแก่การจับปลา

6. ราก ใช้ฝนรับประทานแก้ร้อน ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด เป็นต้น
ข้อมูลจาก http://www.bl.msu.ac.th/bailan/p_5.asp
Posted in ส่วนตั๊ว ส่วนตัว, ไร้สาระ | No Comments »
Saturday, September 12th, 2009 |
ไม่ได้อัพเดท Blog ซะนานเพราะช่วงนี้งาน และ เรียนเยอะมาก เลยไม่ค่อยได้เข้ามาเขียน Blog เลย ว่าจะเขียนๆหลายวันแล้ว แต่ก็ไม่ได้เขียนจนได้ เอาว่ะ…คืนนี้ขออัพเดทสักกะหน่อยก็ยังดี
ย้อนไปที่ภาคแรกของการซื้อเจ้า ตาโต สภาพเดิมๆสุดๆ มาจับเข้าโปรเจ็คการตกแต่งให้มันสวยมาอีกหน่อย ไปดูในภาคแรกได้ที่ http://www.myblog.in.th/2009/07/31/civic_96/ นะครับ
ภาคสอง ทำอะไรเพิ่มไปบ้าง ก็มีตั้งแต่ ทำชุดไฟเบอร์แต่ง , ใส่หางหลังทรง Mugen , เลาะโลโก้เดิมออกยัดโลโก้แดง , จับเอาโช๊คทั้ง 4 ล้อไปเลาะทำเป็นชุดโช๊คสตรัทปรับเกลียวและจัดแจงโหลดลงไปให้พองาม ท้ายโด่งนิดๆตามสไตล์การแต่งแนวยุ่นๆปัจจุบัน, เปลี่ยนท่อเป็นท่อทรง Spoon เสียงเพราะๆ

ตอนทำไฟเบอร์เสร็จใหม่ๆ รถยังสูงโย่งอยู่เลย

จับโหลดลงมาแล้วครับ

ท่อทรง Spoon สังเกตุโลโก้ยี่ห้อรถโดนเปลี่ยนเป็นโลโก้แดงไปแล้ว

กันสาดเปลี่ยนไปใช้กันสาดนอกครับ ของไทยไม่ใช้ ซื้อของพี่ยุ่นมาใช้ดีกว่า
และงานนี้ผมก็ไม่ได้แต่งเฉพาะเจ้าตาโตคันนี้คันเดียวครับ ผมก็ได้แต่งเพิ่มให้กับเจ้า Yaris คันเดิมของผมด้วย โดยการยัดวิทยุใหม่แทนอันเดิม ซึ่งอันเดิมเป็นของ JVC ซื้อมาสนนราคา 24,000 บาท ตอนนี้ราคาลงแล้วน่าจะอยู่ที่ 20,000 ได้ ซึ่งเป็นแบบ din เดียว ตอนนี้จับยัดวิทยุ Pioneer แบบ 2din โดยสอยมาที่ราคา 18,300 บาท ที่ชอบวิทยุตัวนี้เพราะเป็นแบบ Touch Screen และที่ชอบมากก็คือ Support ipod, iphone ที่ผมใช้อยู่ด้วย ก็เลยซื้อมาเปลี่ยนในรถ Yaris แล้วจัดแจ้งย้ายวิทยุ JVC ใน Yaris มาใส่เจ้าตาโตแทน

สวยงามมาก เสียงดีและมีมิติกว่าเดิมมากครับ
สำหรับโปรเจ็คต่อไปก็คือ การโมดิฟายเครื่องเสียงในเจ้าตาโต เอาแบบฟังสบายๆ ไม่เน้นไปอัดโชว์ใคร แต่หากฟังในรถก็เอาแค่พอกระแทกหน้าอกได้นิดหน่อยก็คงพอแล้ว เดี๋ยวหากเสร็จแล้วจะเอามาให้ชมกันครับ
Posted in ส่วนตั๊ว ส่วนตัว, ไร้สาระ | 1 Comment »
Friday, July 31st, 2009 |
เนื่องมาจากที่มีรถ Yaris S limited อยู่คันหนึ่ง แต่แต่งไม่ได้เต็มที่เพราะต้องแต่งตามใจแฟน ก็เลยต้องแต่งแบบสุภาพๆ ดูดี มีสไตล์ ไม่ได้แต่งแนวที่อยากทำเลย
ตอนนี้เลยซื้อรถ Honda Civic ตาโต มาใช้อีกคัน คราวนี้แหล่ะ จะแต่งในแบบของผมเอง แต่ก็ไม่ได้แต่งเวอร์ไรหรอก แค่แต่งเพราะอยากจะแต่งก็เท่านั้นเอง
ผมเองไม่ชอบตามกระแสชาวบ้านสักเท่าไหร่ หลายๆคนชอบแต่งแนว ญี่ปุ่น จริงๆจะว่าแนวมันก็ไม่เชิง ก็แค่หยิบเอาของที่มันมีในตัวรถรุ่นเดียวกันใน ญี่ปุ่น มาใส่รถบ้านเราก็เท่านั้นเอง ซึ่งจะว่ากันไปบางคันแต่งหมดไปหลายแสน แต่เวลาชาวบ้านมอง เขาจะพูดออกมาว่า “นั่นแต่งแล้วเหรอ?”
ในคันนี้ผมจะแต่งในแนว “ตามใจฉัน” ชอบอะไรก็จะแต่งแบบนั้น ไม่สนแนว Type R หรือ Mugen ใดๆทั้งนั้น ชอบอะไรก็จะใส่ ชอบแบบไหนก็จะใช้แบบนั้น ซึ่งตอนนี้ก็แต่งมาได้นิดหน่อย ยังไม่เยอะครับมาดูดีกว่าว่าผมทำอะไรไปแล้วมั่ง

สภาพเดิมๆ กำลังเลือกล้อแม็ก

ได้ล้อแล้วครับ CE-28

กันสาดครับ

พวงมาลัยอันแรกที่ซื้อ Momo ไทย

เปลี่ยนเป็นของแท้จากอิตาลี่ Millenium II

ปูพื้นสีแดงทั้งคัน ใส่แป้นเหยียบซิ่งไปละ

กระจังหน้าใหม่ รอใส่

ไฟเบอร์รอตกแต่งและทำสี

ไฟเบอร์รอตกแต่งและทำสี
ตอนนี้ก็ดำเนินการไปได้แค่นี้อยู่ครับ กับเวลา 2 อาทิตย์ที่เอารถออกมา แล้วก็คงต้องเก็บเงินเพื่อแต่งต่อไป เพราะตอนนี้งบหมดครับ 555+
สำหรับรายการที่คิดว่าทำแน่ๆก็คือ
ไงก็ลองติดตามไปเรื่อยๆนะครับ หากมีอัพเดทก็จะเอามาลงให้ดูกันอีกครับ
Posted in ส่วนตั๊ว ส่วนตัว, ไร้สาระ | 1 Comment »