Archive for the ‘ไร้สาระ’ Category

ส้ม 9 ลูก กับความตั้งมั่น..

Thursday, June 10th, 2010 |

มีผู้ใจดีซื้อส้มชั้นดีคัดพิเศษ 9 ลูก ราคา 45 บาท
แล้วจากนั้นก็แจกให้กับคนกลุ่มหนึ่ง …

ส้มผลแรก
อยู่กับขอทาน ขอทานผู้นั้นแกะทานแค่ครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งก็ ขว้างทิ้งไปอย่างไม่แยแส แล้วก็บ่นว่า ” ทุเรศจัง … ให้มาได้แค่ส้มผลเดียว “

ส้มผลที่สอง
อยู่กับลูกของผู้ใจดี ลูกของผู้ใจดีนั้นก็แกะทานทันที  เมื่อทานหมดผลแล้ว
ก็พูดว่า … ” ส้มนี้อร่อยดีนะ ”

ส้มผลที่สาม
อยู่กับแม่ของผู้ใจดี แม่ของผู้ใจดีนี้ นำส้มที่ได้ไปคั้นเป็นน้ำส้มแล้วแช่ตู้เย็นไว้
เมื่อกระหาย จึงนำมาดื่ม …  ” แหมม..น้ำส้มนี้ชื่นใจดีจริง ”

ส้มผลที่สี่
อยู่กับร้านขายของชำ เจ้าของร้านขายของชำก็นำส้มผลนี้ ไปคั้นเป็นน้ำส้ม
เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้ว แช่ไว้ในตู้แช่
เมื่อมีคนเดินผ่านมาเปิดตู้แช่ แล้วหยิบน้ำส้มแก้วนั้นมาทาน  เมื่อทานเสร็จ ก็นำแก้วเปล่านั้นวางไว้ที่ตู้แช่ …
” เท่าไหร่ครับ ”
” 10 บาท ครับ ”

ส้มผลที่ห้า
อยู่กับพ่อค้าน้ำผลไม้ พ่อค้าน้ำผลไม้ก็นำส้มผลนี้ ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด
เติมน้ำตาลหน่อย ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่ขวดพลาสติก แช่ไว้ในตู้น้ำแข็งบนรถเข็น
แล้วเดินเข็นจำหน่ายไปเรื่อยๆ  มีคนหนึ่งเดินสวนมา เรียกให้หยุด เสร็จแล้วก็เปิดตู้น้ำแข็ง  ก็ชี้เอาน้ำส้มขวดนั้น คนขายหยิบน้ำส้มขวดนั้น  เปิดหยิบหลอดพลาสติกเสียบให้ หนึ่งหลอดแล้วส่งให้คนๆนั้น …
” เท่าไหร่ครับ ”
” 20 บาท ครับ ”
และคน ๆ นั้นก็ถือขวดพลาสติกบรรจุน้ำส้มนั้นเดินจากไป


ส้มผลที่หก
อยู่กับร้านอาหารแห่งหนึ่งบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำย่านลาดพร้าว  เจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ก็นำส้มผลนี้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้วแล้วแช่ไว้ในตู้เย็น วันนั้นมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามา  เจ้าของร้านจึงเชื้อเชิญ และหาที่นั่งให้
ฝ่ายหญิง … ” น้ำส้มแก้วหนึ่ง ค่ะ ”
ฝ่ายชาย … ” กาแฟ ร้อน ครับ ”
เจ้าของร้านจึงนำน้ำส้มที่คั้นไว้นำมาใส่แก้วใบใหม่ แก้วใบนี้มีลักษณะทรงสูง รอบๆ แก้ว มีรูปหัวใจ ดวงเล็ก ๆ น่ารัก สีแดงติดอยู่ ภายในแก้วใบนั้นมีหลอดพลาสติกเสียบอยู่ ตรงปลายหลอดนั้นงอได้  แต่เจ้าของร้านไม่ได้มาเสริฟเอง
แต่มีเด็กเสริฟใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว กระโปรงสีดำมาเสริฟ แทน เมื่อทานเสร็จ …
เช็คบิล … น้ำส้มแก้วนี้ 50 บาท

ส้มผลที่เจ็ด
อยู่กับภัตตาคารแห่งหนึ่งแถวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครั้งนี้ส้มผลนี้ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่งของร้าน น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดีและในวันนั้น มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าภัตตาคารนั้นมา และมีความประสงค์ที่จะลงเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อชมทิวทัศน์ในยามค่ำคืนด้วย
ฝ่ายหญิง … ” น้ำส้มคั้นแก้วหนึ่งค่ะ ”
และแล้วน้ำส้มคั้นแก้วที่วางอยู่ตรงหน้าหญิงสาวผู้นั้น
ถูกเสริฟโดย บริกรในชุดประจำร้านที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านนั้น แก้วที่ใช้เป็นทรงสูงมีก้านสำหรับจับ หลอดเป็นหลอดพลาสติกใสตรงปลายหลอดงอได้ สิ่งที่โดดเด่นนั้นอยู่ตรงที่บริเวณขอบปากแก้วนั้น มีส้มที่ถูกฝานเป็นวงกลมเสียบอยู่ เมื่อเรือจะเข้าเทียบฝั่ง … สิ่งที่ปรากฎในบิลนั้น … 100 บาท เป็นราคาของน้ำส้มแก้วนี้


ส้มผลที่แปด
อยู่กับคลับเฮาซ์สุดหรูย่านปทุมธานี และเช่นเดียวกันส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้นเหมือนกัน ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่ง และเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดีเช่นเดียวกัน
ในค่ำคืนนั้นมีงานราตรีของกลุ่มสาวไฮโซกลุ่มหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็สั่ง … ” น้ำส้มคั้นหนึ่ง ”
… น้ำส้มคั้นแก้วนี้ถูกเสริฟโดยบริกรหนุ่มหน้าตาคมสันคนหนึ่ง มาในชุดทักซิโดที่ตัดด้วยผ้ามูนอย่างดี สิ่งที่อยู่บนฝ่ามือของบริกรหนุ่มคนนั้น
คือ ถาดสีเงิน บนถาดนั้นมีแก้วน้ำส้มคั้นตั้งอยู่ แก้วที่บรรจุน้ำส้มคั้นใบนี้ ป็นแก้วคริสตัลทรงสูงเจียรนัยอย่างดี
เป็นแก้วที่สั่งทำเป็นพิเศษตรงขอบปากแก้วมีส้มกลีบหนึ่งที่ถูกแกะสลักเป็น รูปนกตัวหนึ่งเกาะ(เสียบ)อยู่ที่ปากแก้วนั้น หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส บนถาดใบนั้นที่มาพร้อมแก้วคริสตัล มีสลิปบัตรสมาชิกคลับเฮาซ์แนบมาด้วย … 300 บาท
… ก่อนที่หญิงผู้นั้นจะจดปากกาเซ็นลงไป


ส้มผลที่เก้า
อยู่กับโรงแรมแห่งหนึ่งย่านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเช่นเดียวกันส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้ เหมือนกัน ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง
น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่ง และเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี ค่ำคืนนี้ ห้องอาหารชั้น Sky Top มีโอกาสต้อนรับหนุ่มสาวชาวต่างประเทศคู่หนึ่งที่เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ดินเนอร์ เนื่องในโอกาสฉลองสมรส และเลือกเมืองไทยเป็นที่ฮันนีมูน
เมื่อหาที่นั่งในห้องอาหารแห่งนี้ได้แล้ว ณ มุมมองตรงนั้น สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะรัตนโกสินทร์อย่างชัดเจนตลอดจนสายน้ำที่ทอดยาวของลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อทอดสายตามองยาวออกไป จะมองเห็นสะพานแขวนที่ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม หลังจากพักผ่อนอิริยาบทสักพักหนึ่งแล้ว ฝ่ายหญิงจึงกล่าวกับบริกรว่า
… ” Orangeade ” …
และฝ่ายชายว่า … ” American Expresso ” …

สักพักบริกรที่อยู่ในชุดไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นท่านนั้นกลับมา พร้อมกับกาแฟร้อน และน้ำส้มคั้นแก้วหนึ่ง แก้วนั้นเป็นแก้วคริสตัลอย่างดี ตรงฐานแก้ว และขอบปากแก้วเคลือบด้วยทอง 18 เค ถัดจากฐานรองแก้วตรงขอบที่เคลือบทองขึ้นมา

และถัดจากขอบที่เคลือบทองที่ปากแก้วลงมาถูกเจียรนัยตกแต่งอย่างดี เมื่อแสงไฟตกกระทบถูกแก้วเจียรนัยใบนี้จะเป็นประกายแวววับ ยิ่งภายในใช้บรรจุน้ำส้มคั้นด้วยแล้วยิ่งทำให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ตรงกลางของแก้วใบนี้ มีตราสัญลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้ติดอยู่เป็นเคลือบทอง 18 เค เช่นเดียวกัน หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส
ตรงปลายได้ขดเป็นเกลียว ตรงขอบปากแก้วมีดอกกล้วยไม้ที่มีชื่อว่า ” ช้างเผือก ” เสียบอยู่ 
เมื่อแสงไฟที่เป็นหลอด Black Light ส่องมากระทบกับ ” ช้างเผือก ” ดอกนี้จะเกิดเป็นสีขาวเรือง ๆ ขึ้นมาอย่างสวยงามบริกรโค้งคำนับก่อนที่จะเสริฟ และโค้งคำนับเมื่อเสริฟเสร็จแล้ว หลังจากที่หนุ่มสาวคู่นี้ดื่มด่ำกับบรรยากาศในค่ำคืนนี้พอสมควรแล้ว ฝ่ายชายจึงกล่าวกับบริกรขึ้นว่า …  ” Cash Please “   บริกรโค้งคำนับ
ก่อนที่จะเดินไปที่แคชเชียร์ Ticket ที่ออกมา … Orangeade 500 Baht …

ส้มเหมือนกัน ราคาโดยเฉลี่ยแล้วผลละ 5 บาทเหมือนกัน อาจจะเป็นพันธุ์เดียวกัน ต้นเดียวกัน อยู่กิ่งก้านเดียวกัน หรือ อาจจะอยู่ช่อเดียวกันด้วยซ้ำไป แต่ทำไมมูลค่าของส้มถึงต่างกันมากมาย หรือว่าเป็นเพราะเวลาและสถานที่ต่างกัน

ช่วงเวลา สถานการณ์ และสถานที่ที่ต่างกันนั่นแหละ
เป็นตัวกำหนดมูลค่าของส้ม และ … ของตัวคุณเอง !!!!
บ่อยครั้งที่เราเคยท้อแท้กับงาน การตกงาน คนรอบข้าง ครอบครัว
หรือแม้กระทั่ง กับ ตัวเราเอง แต่อยากจะบอกว่า …ขอให้อดทนเพราะช่วงเวลานี้ … มันไม่ใช่ของเรา

ส้มนั้นถูกคนเป็นผู้กำหนดจนทำให้มีมูลค่าแบบนั้น แล้วทำไม…
เราไม่กำหนดมูลค่าของตัวเราขึ้นมาบ้างหละ
ณ วันนี้เราอาจจะมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งของส้มที่ขอทานกินแล้วโยนทิ้งไป
แต่เชื่อแน่ว่า หากเราได้ตัดสินใจแล้วว่า…
ทางเดินเส้นนี้เราได้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินแล้ว

จงตั้งมั่นและก้าวต่อไป อดทนเพื่อรอเวลาของเรา
ไม่แน่นะว่า มูลค่าของเราอาจจะมากมายเกินกว่าที่เราจะคาดคิดก็เป็นไป

 

ขอขอบคุณ : http://variety.teenee.com/foodforbrain/27080.html

สนาม RC Drift แห่งใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ณ เชียงใหม่

Saturday, May 22nd, 2010 |

RC หรือ R/C ซึ่งหมายถึง Radio Control ไทยๆก็คือ วิทยุบังคับ ซึ่งเป็นกิจกรรมอดิเรกของผม หลังจากทำงานมาเครียดๆ คนเราก็ย่อมมีอะไรที่ผ่อนคลายสมองบ้าง

มีคำสอนที่เคยบอกไว้ว่า อย่าแบกเอาความรู้สึกของที่ทำงานกลับไปบ้าน เพราะหากว่าเราเครียดจากที่ทำงาน แล้วกลับไปบ้านไปเครียดให้กับคนที่บ้าน มันจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

ดังนั้นผมเองจึงมีงานอดิเรกมากมายที่จะทำให้สมองตัวเองปลอดโปร่ง เพื่อกลับบ้านไปจะได้มีเรี่ยวแรงในการทำงานต่อที่บ้าน บางคนเครียดมาจากที่ทำงาน แล้วก็ไประบายอารมณ์กับแฟนบ้าง สามีบ้าง ภรรยาบ้าง มันไม่ดีหรอก มันน่าเบื่อจะแย่

ว่ากันที่สนาม RC Drift แห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่สันติธรรม จ.เชียงใหม่ เป็นบ้านของนาย โต้ cm-club.com โดยสนามนี้ผมก็ได้มีส่วนในการออกค่าใช้จ่ายบางส่วนในการช่วยทำสนาม เพราะอยากให้เชียงใหม่มีสนามเล่นเยอะๆ และ อยากให้มีคนหันมาเล่น รถบังคับให้เยอะขึ้น โดยสนามที่ทำเป็นลักษณะของสนาม สเกล ก็คือมีการจำลองรูปแบบต่างๆให้คล้ายถนนจริงๆ

 ใครสนใจก็ไปเล่นกันได้นะครับ และก็ไปเจอผมได้ที่สนามครับ และอีกไม่นานพบกับโปรเจ็คใหม่ RC Drag ที่กะว่าจะเอาวิ่งให้ได้เกิน 150 กม. ต่อ ชั่วโมง ตั้งสเปคไว้แค่นี้ก่อน เพราะเห็นเมืองนอกสามารถทำได้เกินกว่า 200 กม. ต่อ ชั่วโมงกันเลยทีเดียว

เคยเป็นไหมที่เป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น…

Tuesday, May 18th, 2010 |

เคยเป็นไหมที่เป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น…

คำๆนี้ผมไม่เคยคิดว่าผมจะได้มันมา แต่ก็นั่นแหล่ะนะการมองคนของแต่ละคนมักมองต่างกัน และมองในมุมที่มันต่างกัน ซึ่งไม่รู้ว่ามันเกิดมาจากการสื่อสารอะไรที่มันผิดพลาดตรงไหน หรือ การที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอะไรตรงไหนหรือเปล่าเลยทำให้เกิดอะไรแบบนี้

บางครั้งการที่ผมพยายามทำตัวให้เป็นกันเอง เหมือนพี่เหมือนน้อง กับ ลูกน้อง มันเหมือนกลับทำให้ผมดูเหมือนจะถูกมองว่า เป็นคนไม่ดี ไปเรื่อยๆ ผมถูกมองว่าเป็นคนชักชวนให้ ลูกน้อง ต้องเที่ยว ต้องไปสนุก เฮฮา ซึ่งหากลองถามดูสิว่าใครไม่อยากไป ใครถูกบังคับไป ก็เต็มใจไปกันทั้งนั้น บางครั้ง ทุกคนตั้งใจไปกันหมดแต่สุดท้ายมาคนที่โดนก็คือ ผม ที่โดนหาว่าเป็นคนชวน กรูจะบ้าตายยย

หากคนที่เข้าใจ เขาก็จะเข้าใจ แต่คนที่ไม่ยอมเข้าใจ ก็จะไม่เข้าใจไปอย่างนั้น

ทุกวันนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร … ผมก็จะเป็นหัวหน้าคนเดิมต่อไป แต่กับบางเรื่อง ที่ผมเคยคิดว่าทำแล้วมันดี ก็อาจจะเพลาลงไป ผมไม่เคยชวนน้องๆเที่ยวมาหลายเดือนมากแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่อยากโดนใครหาว่าผมชวนอีก หากน้องๆอยากไปไหนก็ให้มาชวนผมเอง อยากไปที่ไหนบอก ผมไปได้ตลอด เพราะผมถือคติแค่ว่า “รับผิดชอบให้เต็มที่แต่อย่าทิ้งอิสระของตัวเอง”  ใครจะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเองทำตัวเองทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถจูงจมูกใครได้

ยกตัวอย่างเช่น น้องคนหนึ่ง เคยทำงานด้วยกันนี่แหล่ะ จะขอสมมุติชื่อว่า ริว ไปไหนก็ไปได้ทุกที่ อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้จนงานเลิก สนุกสนานเฮฮาเต็มที่ แต่ที่ผมว่าคนมันจะดี ถึงจะอยู่ในสถานที่แบบไหนก็เป็นคนดี ก็เพราะ ทุกๆที่ ที่ ริว ไปด้วย จะยังคงเหมือนเดิมคือ เหล้า บุหรี่ ไม่สูบ หญิงไม่หลี เป็นอย่างไงก็เป็นอย่างงั้นมาหลายปีแล้ว และคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ริว ได้

ทุกวันนี้ผมเองก็มีความสุขกับชีวิตและวิถีทางที่ผมเลือก ผมมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ผมไม่ต้องมานั่งกลุ้ม มานั่งหึง นั่งหวงใครๆ เพราะชีวิตคนเรามันสั้น ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆวัน  เลือกทำอะไรที่เราควรทำ ณ ตอนที่เรายังมีแรงทำ ก่อนที่มันจะไม่มีแรงแม้จะลุกขึ้นยืนแล้วถึงจะทำ

หากคุณอยากปีนเขา เดินป่า คุณก็ควรทำ ณ ตอนคุณเป็นหนุ่ม เป็นสาว เพราะหากคุณแก่ตัวไปคุณคงไม่มีโอกาสได้ทำ และเมื่อคุณแก่ตัวไป คุณมีลูกหลาน ถึงตอนนั้น คุณจะมีอะไรมากมายเล่าให้ลูกหลานคุณฟัง และมีเรื่องมากมายพูดคุยยามแก่กับเพื่อนในวัยชราของคุณ

ขอให้ทุกๆคนมีความสุขกับการหาความสุขให้กับใจตัวเองนะครับ

เลื่อนตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง…

Wednesday, April 21st, 2010 |

อาจารย์คนหนึ่งชวนลูกศิษย์เดินไปตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา

อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นลงไปบนผืนทราย เป็นเส้นคู่ขนาน ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ

อาจารย์กล่าวว่า “เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ”

ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือเพียง 1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุตโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็สบตาอาจารย์พลางขอความเห็นว่า “เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ”

อาจารย์เขกหัวศิษย์เบา ๆ แล้วบอกว่า

“คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้นไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้นถ้าเลือกใช้วิธีนี้ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลวไม่พัฒนาทางที่ดีควรเลือกวิธีที่จะยกตัวเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง”

แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้น 2 เส้นให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต แล้วอาจารย์ก็สาธิตให้ดู

ด้วยการขีดเส้น 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า

“จงอย่าคิดว่าคู่แข่งของเธอคือศัตรูแต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่า”

เขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม หากไร้คู่แข่งแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ก็ไม่รู้จักสวยงาม

นักสู้ที่ดีมักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข้ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอจะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง

ดังนั้นเมื่อได้พบกับคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น

คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไป โดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อนถึงแม้จะทำให้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ

การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน

การเลื่อนตัวเองขึ้นพร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะ แต่ก็มีศัตรูเป็นของแถมแต่การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยไม่ลดคนอื่นลง เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมาย

และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งหรืออดีตศัตรูของเธอเองด้วยเป็นสังคมแห่งความสำเร็จบนพื้นฐานของมิตรภาพโดยแท้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=471019&Ntype=128

สิ่งที่ยังไม่ได้ทำในชีวิต

Friday, April 16th, 2010 |

ลุงคนหนึ่งถามผมว่า อายุเท่าไหร่ ผมตอบว่ายี่สิบกว่าๆ แล้ว คุณลุงไม่ตอบกลับ เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วบอกว่า “ดีแล้วที่รีบๆ ทำอะไรๆ ที่สำคัญ” แล้วพลันเดินจากไป สักพักภาพของโครงกระดูกก็ปรากฏออกมาตรงหน้า แล้วเข้ามาโอบกอดที่ร่างผอมๆ ของผม ตอนนี้ความรู้สึกหวาดกลัวและขนลุกได้เกิดขึ้นไปทั่วร่างกายอย่างอัตโนมัติ ครู่หนึ่ง ภาพของลุงคนเดิมก็เข้ามาหาอีกครั้งแล้วบอกว่า “คิดเอาเองแล้วกันว่ามันหมายถึง อะไร” แล้วคุณลุงก็ค่อยๆ จากไป ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทันได้ถามหรือพูดคุยต่อ กับลุงคนนั้นเลย

ที่กล่าวมาข้างต้นคือ “ภาพความฝัน” ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ยังบวชเป็นพระภิกษุ และเป็นช่วงหลังงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูขันติโชติคุณเสร็จในคืนวันสุด ท้าย

ตั้งแต่บวชเป็นพระ, ผมว่าคืนนี้แหละครับ น่ากลัวที่สุด ที่ว่าน่ากลัวคือ ฝันร้ายนั่นแหละครับ ตอนแรกก็นึกอยู่ในใจว่าบวชเป็นพระต้องเจอผีแน่ๆ แต่กลับไม่เจอ ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไปปรากฏเป็นซากโครงกระดูกในความฝัน

ผมพยายามคิดกับตัวเองว่าความฝันนั้น ต้องบอกอะไรกับผมสักอย่าง - พอเล่าเรื่องนี้ให้น้าฟัง น้าก็บอกว่า หลวงพ่อคงอยากให้ระลึกถึงความตาย พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตายของคน ว่าสังขารไม่เที่ยง ถ้าจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ เพราะคนเราบางครั้งเห็นเช้าบ่ายตาย เห็นสายเย็นตาย หรือนอนหลับกลางคืนตื่นเช้าตายก็มี คนเรามีโอกาสตายได้ทุกๆ วินาที

พอฟังน้าพูดพลางสอนไปด้วยนั้น ก็กลับมานึกคิดว่าชีวิตคนเราไม่เที่ยง ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็สามารถเกิดได้ทุกเมื่อเชื่อเวลา  ความ ตายก็เป็นอีกอย่างที่เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ

เมื่อพูดถึงความตายผมจำประโยคที่พี่คนหนึ่งเล่าว่าเขาอยากทำอะไร เพื่อพ่อแม่มากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะตายไปเมื่อไหร่ วันไหน จึงเริ่มทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการก่อนแล้วค่อยๆ ทำเพื่อตัวเอง วันนี้เขาเลยได้ทำให้กับที่พ่อ แม่ต้องการ และยังได้ทำงานสิ่งที่ตัวเองรักด้วย

สำหรับผม, ผมก็คิดไม่ต่างกัน เพราะที่คิดประมาณนี้แหละครับ เลยไม่เป็นการร่ำการเรียน คือ เห็นแก่ตัวมากๆ คือ ไม่เรียนหนังสืออย่างที่ญาติพี่น้องคาดหวัง แต่กลับทำงาน ทำกิจกรรม ไปเรื่อยๆ แม้ว่าหลายคนจะต่อว่าผมว่า “แล้วอนาคต จะไปทำมาหากินอะไร ถ้ายังเรียนไม่จบ” หรือ “มัว แต่ทำงานอย่างนี้ ระวังหมดอนาคตนะ”

แม้จะเถียงในใจ แต่ผมก็ไม่เคยพูดต่อล้อต่อเถียงกับคำกล่าวนี้ แต่ค่อยๆ กลับมาคิดว่า ทำอย่างไรให้ลดคำต่อว่าต่อขาน ของคนอื่นๆ ที่เตือนเรา นั่นคือ ตั้งใจทำสิ่งที่เราทำวันนี้ให้เต็มที่ แล้วดีที่สุด ส่วนอนาคตจะเป็นอะไรก็ว่าอีกที

ใครจะว่าไม่มีอนาคตก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าทำวินาที ณ ปัจจุบันขณะ ให้เต็มที่โดยมีสติรู้ตัว รู้ทันว่าเราทำอะไร เราเต็มกับสิ่งนั้น น่าจะเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คือ ปล่อยให้เป็นไปตาม “เหตุ” และ “ปัจจัย” ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่ละเวลา โดยมีความฝันหรือความเชื่อบางอย่างเป็นตัวกำกับเส้นทางเดินชีวิต

อย่างช่วงเวลาที่ได้บวช ก็มีเหตุและปัจจัย เกิดขึ้น ทั้งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องบวชมาก่อน ก็ต้องได้บวช และเมื่อได้บวชแล้วก็พยายามทำให้เต็มที่ในการดำเนินชีวิตใต้ร่มกาสวพัตร คือ พยายามทำกิจวัตรของสงฆ์ให้เต็มที่ ทั้งการทำวัตรเช้า-เย็น กวาดลานวัด สวดมนต์ ฟังธรรม เจริญสติภาวนา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ทำแล้ว ทำให้ซึมซับหลักพุทธธรรมต่างๆ ได้มากกว่าที่คาดหวังไว้ในตอนแรก

พอกลางคืนได้ฝันถึงซากโครงกระดูก ยิ่งคิดขึ้นได้อีกมากมายว่า ตอนนี้มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำและไม่เคยทำในชีวิตบ้าง พอนึกไปนึกมา พบว่ามีอีกมากที่อยากลองทำดูบ้าง เช่น ตอนนี้ผมคิดว่าอยากรักษาศีลทั้ง 5 ให้ได้นานที่สุด, พยายามติดต่อหาเพื่อนเก่าๆ ที่ไม่ค่อยได้คุยกัน, เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อยู่ไกลๆ, พยายามทำงานอื่นๆ ที่อยากลองทำ เช่น แต่งเพลง ร้องเพลง, นั่งปฏิบัติสมาธิภาวนาทุกวันอย่างน้อย 1 -2 ชั่วโมง ฯลฯ เป็นต้น

เนื้อหาด้านบนเป็นเนื้อหาจากในเว็บไซต์ ธรรมใจ ไดอารี่ ลองเปลี่ยนวิถีชีวิตจากแบบเดิมๆ ให้เป็นแบบใหม่ ที่ไม่ค่อยได้ทำ ลองเปลี่ยนแปลงตัวเอง ค่อยๆ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นด้วย บางคนกลัวที่จะได้ทำสิ่งใหม่ๆ กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ จนอาจทำให้ปิดโอกาสของตัวเองที่จะประสบผลสำเร็จลงก็ได้

Editor's Talk!

สวัสดีคนที่หลงเดินทางเข้ามายัง Blog ของผม อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ หรือ ตั้งใจเข้ามาก็ตาม ก่อนอื่นผมก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า Blog ของผมมันจะมีสาระบ้าง หรือ ไม่มีสาระเลย ก็แล้วแต่อารมณ์ช่วงไหนอยากเขียนอะไร อย่าเหมาว่า Blog ผมจะต้องมีแต่ความรู้เหมือน Blog ของคนอื่นๆ นะครับ
สำหรับ Blog นี้ ผมสามารถใช้คำพูดใดๆก็ได้ตามที่ผมเห็นสมควร เพราะมันคือ Blog ของกู(ผม) บางครั้งผมเขียนไปกระทบใครก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วย ก็ไม่มีอะไรมากครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน Blog ของผมนะครับ

นายแม็ค

ค้นหา :