Archive for the ‘ไร้สาระ’ Category
Tuesday, May 18th, 2010 |
เคยเป็นไหมที่เป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่น…
คำๆนี้ผมไม่เคยคิดว่าผมจะได้มันมา แต่ก็นั่นแหล่ะนะการมองคนของแต่ละคนมักมองต่างกัน และมองในมุมที่มันต่างกัน ซึ่งไม่รู้ว่ามันเกิดมาจากการสื่อสารอะไรที่มันผิดพลาดตรงไหน หรือ การที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอะไรตรงไหนหรือเปล่าเลยทำให้เกิดอะไรแบบนี้
บางครั้งการที่ผมพยายามทำตัวให้เป็นกันเอง เหมือนพี่เหมือนน้อง กับ ลูกน้อง มันเหมือนกลับทำให้ผมดูเหมือนจะถูกมองว่า เป็นคนไม่ดี ไปเรื่อยๆ ผมถูกมองว่าเป็นคนชักชวนให้ ลูกน้อง ต้องเที่ยว ต้องไปสนุก เฮฮา ซึ่งหากลองถามดูสิว่าใครไม่อยากไป ใครถูกบังคับไป ก็เต็มใจไปกันทั้งนั้น บางครั้ง ทุกคนตั้งใจไปกันหมดแต่สุดท้ายมาคนที่โดนก็คือ ผม ที่โดนหาว่าเป็นคนชวน กรูจะบ้าตายยย
หากคนที่เข้าใจ เขาก็จะเข้าใจ แต่คนที่ไม่ยอมเข้าใจ ก็จะไม่เข้าใจไปอย่างนั้น
ทุกวันนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร … ผมก็จะเป็นหัวหน้าคนเดิมต่อไป แต่กับบางเรื่อง ที่ผมเคยคิดว่าทำแล้วมันดี ก็อาจจะเพลาลงไป ผมไม่เคยชวนน้องๆเที่ยวมาหลายเดือนมากแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่อยากโดนใครหาว่าผมชวนอีก หากน้องๆอยากไปไหนก็ให้มาชวนผมเอง อยากไปที่ไหนบอก ผมไปได้ตลอด เพราะผมถือคติแค่ว่า “รับผิดชอบให้เต็มที่แต่อย่าทิ้งอิสระของตัวเอง” ใครจะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเองทำตัวเองทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถจูงจมูกใครได้
ยกตัวอย่างเช่น น้องคนหนึ่ง เคยทำงานด้วยกันนี่แหล่ะ จะขอสมมุติชื่อว่า ริว ไปไหนก็ไปได้ทุกที่ อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้จนงานเลิก สนุกสนานเฮฮาเต็มที่ แต่ที่ผมว่าคนมันจะดี ถึงจะอยู่ในสถานที่แบบไหนก็เป็นคนดี ก็เพราะ ทุกๆที่ ที่ ริว ไปด้วย จะยังคงเหมือนเดิมคือ เหล้า บุหรี่ ไม่สูบ หญิงไม่หลี เป็นอย่างไงก็เป็นอย่างงั้นมาหลายปีแล้ว และคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ริว ได้
ทุกวันนี้ผมเองก็มีความสุขกับชีวิตและวิถีทางที่ผมเลือก ผมมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ผมไม่ต้องมานั่งกลุ้ม มานั่งหึง นั่งหวงใครๆ เพราะชีวิตคนเรามันสั้น ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆวัน เลือกทำอะไรที่เราควรทำ ณ ตอนที่เรายังมีแรงทำ ก่อนที่มันจะไม่มีแรงแม้จะลุกขึ้นยืนแล้วถึงจะทำ
หากคุณอยากปีนเขา เดินป่า คุณก็ควรทำ ณ ตอนคุณเป็นหนุ่ม เป็นสาว เพราะหากคุณแก่ตัวไปคุณคงไม่มีโอกาสได้ทำ และเมื่อคุณแก่ตัวไป คุณมีลูกหลาน ถึงตอนนั้น คุณจะมีอะไรมากมายเล่าให้ลูกหลานคุณฟัง และมีเรื่องมากมายพูดคุยยามแก่กับเพื่อนในวัยชราของคุณ
ขอให้ทุกๆคนมีความสุขกับการหาความสุขให้กับใจตัวเองนะครับ
Posted in บ่นๆ, ไร้สาระ | No Comments »
Wednesday, April 21st, 2010 |
อาจารย์คนหนึ่งชวนลูกศิษย์เดินไปตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา
อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นลงไปบนผืนทราย เป็นเส้นคู่ขนาน ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ
อาจารย์กล่าวว่า “เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ”
ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือเพียง 1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุตโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็สบตาอาจารย์พลางขอความเห็นว่า “เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ”
อาจารย์เขกหัวศิษย์เบา ๆ แล้วบอกว่า
“คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้นไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้นถ้าเลือกใช้วิธีนี้ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลวไม่พัฒนาทางที่ดีควรเลือกวิธีที่จะยกตัวเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง”
แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้น 2 เส้นให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต แล้วอาจารย์ก็สาธิตให้ดู
ด้วยการขีดเส้น 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า
“จงอย่าคิดว่าคู่แข่งของเธอคือศัตรูแต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่า”
เขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม หากไร้คู่แข่งแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ก็ไม่รู้จักสวยงาม
นักสู้ที่ดีมักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข้ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอจะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง
ดังนั้นเมื่อได้พบกับคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น
คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไป โดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อนถึงแม้จะทำให้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน
การเลื่อนตัวเองขึ้นพร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะ แต่ก็มีศัตรูเป็นของแถมแต่การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยไม่ลดคนอื่นลง เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมาย
และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งหรืออดีตศัตรูของเธอเองด้วยเป็นสังคมแห่งความสำเร็จบนพื้นฐานของมิตรภาพโดยแท้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=471019&Ntype=128
Posted in คำคม กินใจ, ไร้สาระ | No Comments »
Friday, April 16th, 2010 |
ลุงคนหนึ่งถามผมว่า อายุเท่าไหร่ ผมตอบว่ายี่สิบกว่าๆ แล้ว คุณลุงไม่ตอบกลับ เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วบอกว่า “ดีแล้วที่รีบๆ ทำอะไรๆ ที่สำคัญ” แล้วพลันเดินจากไป สักพักภาพของโครงกระดูกก็ปรากฏออกมาตรงหน้า แล้วเข้ามาโอบกอดที่ร่างผอมๆ ของผม ตอนนี้ความรู้สึกหวาดกลัวและขนลุกได้เกิดขึ้นไปทั่วร่างกายอย่างอัตโนมัติ ครู่หนึ่ง ภาพของลุงคนเดิมก็เข้ามาหาอีกครั้งแล้วบอกว่า “คิดเอาเองแล้วกันว่ามันหมายถึง อะไร” แล้วคุณลุงก็ค่อยๆ จากไป ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ทันได้ถามหรือพูดคุยต่อ กับลุงคนนั้นเลย
ที่กล่าวมาข้างต้นคือ “ภาพความฝัน” ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ยังบวชเป็นพระภิกษุ และเป็นช่วงหลังงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูขันติโชติคุณเสร็จในคืนวันสุด ท้าย
ตั้งแต่บวชเป็นพระ, ผมว่าคืนนี้แหละครับ น่ากลัวที่สุด ที่ว่าน่ากลัวคือ ฝันร้ายนั่นแหละครับ ตอนแรกก็นึกอยู่ในใจว่าบวชเป็นพระต้องเจอผีแน่ๆ แต่กลับไม่เจอ ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไปปรากฏเป็นซากโครงกระดูกในความฝัน
ผมพยายามคิดกับตัวเองว่าความฝันนั้น ต้องบอกอะไรกับผมสักอย่าง - พอเล่าเรื่องนี้ให้น้าฟัง น้าก็บอกว่า หลวงพ่อคงอยากให้ระลึกถึงความตาย พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตายของคน ว่าสังขารไม่เที่ยง ถ้าจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ เพราะคนเราบางครั้งเห็นเช้าบ่ายตาย เห็นสายเย็นตาย หรือนอนหลับกลางคืนตื่นเช้าตายก็มี คนเรามีโอกาสตายได้ทุกๆ วินาที
พอฟังน้าพูดพลางสอนไปด้วยนั้น ก็กลับมานึกคิดว่าชีวิตคนเราไม่เที่ยง ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็สามารถเกิดได้ทุกเมื่อเชื่อเวลา ความ ตายก็เป็นอีกอย่างที่เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ
เมื่อพูดถึงความตายผมจำประโยคที่พี่คนหนึ่งเล่าว่าเขาอยากทำอะไร เพื่อพ่อแม่มากมาย แต่ไม่รู้ว่าจะตายไปเมื่อไหร่ วันไหน จึงเริ่มทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการก่อนแล้วค่อยๆ ทำเพื่อตัวเอง วันนี้เขาเลยได้ทำให้กับที่พ่อ แม่ต้องการ และยังได้ทำงานสิ่งที่ตัวเองรักด้วย
สำหรับผม, ผมก็คิดไม่ต่างกัน เพราะที่คิดประมาณนี้แหละครับ เลยไม่เป็นการร่ำการเรียน คือ เห็นแก่ตัวมากๆ คือ ไม่เรียนหนังสืออย่างที่ญาติพี่น้องคาดหวัง แต่กลับทำงาน ทำกิจกรรม ไปเรื่อยๆ แม้ว่าหลายคนจะต่อว่าผมว่า “แล้วอนาคต จะไปทำมาหากินอะไร ถ้ายังเรียนไม่จบ” หรือ “มัว แต่ทำงานอย่างนี้ ระวังหมดอนาคตนะ”
แม้จะเถียงในใจ แต่ผมก็ไม่เคยพูดต่อล้อต่อเถียงกับคำกล่าวนี้ แต่ค่อยๆ กลับมาคิดว่า ทำอย่างไรให้ลดคำต่อว่าต่อขาน ของคนอื่นๆ ที่เตือนเรา นั่นคือ ตั้งใจทำสิ่งที่เราทำวันนี้ให้เต็มที่ แล้วดีที่สุด ส่วนอนาคตจะเป็นอะไรก็ว่าอีกที
ใครจะว่าไม่มีอนาคตก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าทำวินาที ณ ปัจจุบันขณะ ให้เต็มที่โดยมีสติรู้ตัว รู้ทันว่าเราทำอะไร เราเต็มกับสิ่งนั้น น่าจะเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คือ ปล่อยให้เป็นไปตาม “เหตุ” และ “ปัจจัย” ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่ละเวลา โดยมีความฝันหรือความเชื่อบางอย่างเป็นตัวกำกับเส้นทางเดินชีวิต
อย่างช่วงเวลาที่ได้บวช ก็มีเหตุและปัจจัย เกิดขึ้น ทั้งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องบวชมาก่อน ก็ต้องได้บวช และเมื่อได้บวชแล้วก็พยายามทำให้เต็มที่ในการดำเนินชีวิตใต้ร่มกาสวพัตร คือ พยายามทำกิจวัตรของสงฆ์ให้เต็มที่ ทั้งการทำวัตรเช้า-เย็น กวาดลานวัด สวดมนต์ ฟังธรรม เจริญสติภาวนา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ทำแล้ว ทำให้ซึมซับหลักพุทธธรรมต่างๆ ได้มากกว่าที่คาดหวังไว้ในตอนแรก
พอกลางคืนได้ฝันถึงซากโครงกระดูก ยิ่งคิดขึ้นได้อีกมากมายว่า ตอนนี้มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำและไม่เคยทำในชีวิตบ้าง พอนึกไปนึกมา พบว่ามีอีกมากที่อยากลองทำดูบ้าง เช่น ตอนนี้ผมคิดว่าอยากรักษาศีลทั้ง 5 ให้ได้นานที่สุด, พยายามติดต่อหาเพื่อนเก่าๆ ที่ไม่ค่อยได้คุยกัน, เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อยู่ไกลๆ, พยายามทำงานอื่นๆ ที่อยากลองทำ เช่น แต่งเพลง ร้องเพลง, นั่งปฏิบัติสมาธิภาวนาทุกวันอย่างน้อย 1 -2 ชั่วโมง ฯลฯ เป็นต้น
เนื้อหาด้านบนเป็นเนื้อหาจากในเว็บไซต์ ธรรมใจ ไดอารี่ ลองเปลี่ยนวิถีชีวิตจากแบบเดิมๆ ให้เป็นแบบใหม่ ที่ไม่ค่อยได้ทำ ลองเปลี่ยนแปลงตัวเอง ค่อยๆ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นด้วย บางคนกลัวที่จะได้ทำสิ่งใหม่ๆ กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ จนอาจทำให้ปิดโอกาสของตัวเองที่จะประสบผลสำเร็จลงก็ได้
Posted in บ่นๆ, ไร้สาระ | No Comments »
Saturday, February 20th, 2010 |
เคยลองดูของสักชิ้นที่เราใส่ติดตัวตลอดเวลาไว้นานๆบ้างไหม ว่ามีสิ่งไหนที่เราใส่ติดตัวไว้นานที่สุด บางคนอาจจะเป็นสร้อย บางคนอาจจะบอกว่าแหวน นาฬิกา หรืออะไรก็แล้วที่ท่านๆใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลา
แต่สำหรับผมแล้ว เมื่อผมลองมองๆตัวเองและพินิจพิจารณาแล้ว ของที่ผมใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลากลับไม่ใช่ สร้อยคอ แหวน หรือ นาฬิกา แต่กลับเป็น “สายรัดข้อมือ เรารักพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเป็นสายที่ได้นำวางขายประมาณปลายๆปี 2548 (หากผมจำไม่ผิด)
สายรัดข้อมือที่จัดทำขึ้นผลิตจากซิลิโคนอย่างดี เป็นสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายนอกมีการสลักอักษรสองภาษา คือ ภาษาไทย “เรารักพระเจ้าอยู่หัว” และภาษาอังกฤษ “Long Live King” มีจำนวนจำกัดเพียง 1 ล้านเส้น เพื่อขอรับบริจาคเส้นละ 100 บาทจัดทำขึ้นโดย มูลนิธิคิง พาวเวอร์ เพื่อ ฉลองวาระอันเป็นมงคลที่พระบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ. 2549

รูปตัวอย่างสายรัดข้อมือ พร้อมบรรจุภัณฑ์
โดยในตอนนั้นผมสั่งจองที่ธนาคาร ไทยพานิชย์ โดยของผมจะมีเลขประจำสายรัดข้อมือคือ 176644 ถือว่าเป็นเลขสวยนะเนี่ย ซึ่งตั้งแต่จำความได้ ผมไม่เคยถอดออกเลย ตั้งแต่ซื้อมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาที่ใส่ติดตัวเกือบ 5 ปีแล้ว
แล้วคุณหล่ะใส่อะไรติดตัวไว้นานที่สุด…
Posted in ส่วนตั๊ว ส่วนตัว, ไร้สาระ | No Comments »
Thursday, January 14th, 2010 |
191 คือหมายเลขโทรศัพท์ 3 ตัว ที่คุณสามารถโทรได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือเหตุด่วนเหตุร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของประเทศไทย โดยโทรศัพท์ของคุณจะถูกเรียกไปยังพื้นที่ที่คุณอยู่ในขณะนั้น
เหตุผลที่ใช้หมายเลข 191 ก็เพราะได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นหมายเลขที่ง่ายต่อการจดจำ สะดวกในการโทรแม้อยู่ในที่มืด โทรได้โดยไม่ต้องมีรหัสพื้นที่นำหน้า ไม่ง่ายต่อการโทรติดโดยอุบัติเหตุ (โดนปุ่มกดโดยไม่ตั้งใจ)
ข้อความจาก : http://www.messiya.com/191/index.php?page=1
อ่านแล้วผมรู้สึกดีและรู้สึกอบอุ่นใจ สำหรับการให้บริการประชาชน
แต่….สิ่งที่ผมได้รับจากเบอร์โทร 191 กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้เห็นถึงการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของไทย จึงทำให้รู้เลยว่าอย่าโทรไป 191 อีกต่อไป
เพราะว่าอะไรนะเหรอ ???? เพราะเมื่อคืนมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับรถยนต์ของเพื่อนผม ผมโทรไป 191 โทรติดครับ อุ่นใจขึ้นมาทันทีว่าเดี๋ยวได้ใช้บริการแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตัดสายทิ้ง เฮ้ย สาดดดด ตัดสายกรูทำไมฟ่ะ ลองโทรอีก ติด แล้วก็ตัดสายทิ้ง ผมโทรไปราวๆ 10-20 สายได้ ก็เช่นเดิม
แล้วจะมีเบอร์ 191 ไว้ทำซากไรฟ่ะเนี่ย หากจะมีคนมาฆ่า คงโดนจับแยกชิ้นส่วนใส่ถุงปุ๋ยไปแล้ว
ก็ขอเอาเบอร์แจ้งเหตุอื่นๆไว้ เผื่อโทรไป 191 แล้วไม่ติดนนะครับ
แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 , 123 (เบอร์ข้างหน้าโทรไม่ติดช่างแม่งมัน)
ศูนย์แจ้งอุบัติภัย กองทัพเรือ 1696
แจ้งเหตุทางน้ำ กองบัญชาการตำรวจ 1196
แจ้งเหตุด่วนทางน้ำ ศูนย์ปลอดภัยทางน้ำ 1199
แจ้งเหตุเพลิงไหม้ ศูนย์ดับเพลิงศรีอยุธยา 199
ศูนย์กู้ชีพ “นเรนทร” 0-2354-8222
ศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน 24 ชม. 0-2226-4444
สายด่วนแจ้งเหตุสาธารณภัย (ปภ.) ตลอด 24 ชั่วโมง 1784 หน่วยแพทย์กู้ชีวิต วชิรพยาบาล 1554
หน่วยกู้ชีวิตวชิรพยาบาล 4010 และ 4121
สถานีวิทยุชุมชน ร่วมด้วยช่วยกัน 1677
สถานีวิทยุ จส. 100 1137, 0-2711-9151-8
สถานีวิทยุ สวพ. 91 1644
ศูนย์วิทยุกรุงธน 0-2455-0088
ศูนย์วิทยุรามา 0-2246-0999
ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ กทม. ตลอด 24 ชั่วโมง
ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนน้ำท่วมสำนักระบายน้ำ 24 ชั่วโมง 1555
เมื่อไหร่เมืองไทยให้บริการประชาชนที่ดีกว่านี้ค่อยว่ากัน เมืองไทย ของผม…
Posted in บ่นๆ, ไร้สาระ | 1 Comment »