<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!-- generator="wordpress/2.3.1" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>เขาเรียกผมว่า เว็บมาสเตอร์</title>
	<link>http://www.myblog.in.th</link>
	<description>ทางไม่ได้มีแค่เส้นเดียว อยู่ที่คุณจะเลือกเดินเส้นทางใด</description>
	<pubDate>Fri, 04 May 2012 16:50:27 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.3.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>5 วิธีออกจากงานอย่างมีชั้นเชิง</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2011/12/25/changejob/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2011/12/25/changejob/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Dec 2011 20:11:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2011/12/25/changejob/</guid>
		<description><![CDATA[การเปลี่ยนงานในสมัยนี้คงเป็นเรื่องปกติ ของหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องการเสาะแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตการงาน แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวได้เหมือนกัน เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลข้อไหนในการขอลาออกจากงานที่เดิม นอกจากนี้ จะพูดอย่างไรไม่ให้เจ้านายเข้าใจ โดยไม่ทำให้เสียความรู้สึกจนมองหน้ากันไม่ติด อย่างไรก็ตาม วันนี้เราขอนำเสนอเคล็ดลับในการออกจากงานได้อย่างสง่างาม และสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเจ้านายได้อย่างสบายใจ
1. เลี่ยงการลาออกเพราะ “เกลียดงาน” “ทะเลาะกับนายจ้าง”
บางทีคุณอาจรู้สึกเกลียดงานที่ทำอยู่ หรือรู้สึกไม่ชอบหน้านายจ้างของคุณ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร แต่คุณก็ไม่ควรนำเหตุผลเหล่านี้มาใช้กับการลาออกจากงาน ถ้าคุณไม่คำนึงถึงใบประเมินจากบริษัท อย่างน้อยคุณก็ควรคำนึงถึงอนาคตเอาไว้บ้าง บางทีคุณอาจต้องกลับมาทำงานในบริษัทเดิมอีกครั้ง หรือบังเอิญต้องร่วมงานกับคนในบริษัทเดิมของคุณ หรือแม้กระทั่งเจ้านายของคุณอาจรู้จักใครสักคนในที่ทำงานใหม่ของคุณก็เป็น ได้ ดังนั้น สร้างศัตรูไว้ที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ที่ทำงาน
2. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะลาออก
เมื่อคุณคิดจะลาออก ก็ควรจะเป็นคนเดินไปบอกเจ้านายด้วยตัวของคุณเองจะดีกว่าให้คนอื่นไปบอกแทน คุณ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดีถึงข้อปฏิบัติในการลาออก และต้องไม่ลืมคิดถึงระยะเวลาของการออกเงินโบนัสปลายปี เพราะบางทีคุณอาจจะพลาดเงินก้อนโตอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายนี้ ถ้าเป็นไปได้คุณควรมองหางานใหม่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออก
3. พูดกับเจ้านายอย่างไร ไม่ให้เสียน้ำใจ
ไหนๆ คุณก็ตัดสินใจลาออกแล้ว คุณก็ควรบอกเจ้านายด้วยตัวเอง บอกถึงเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจไปทำงานที่บริษัทใหม่ เช่น ความก้าวหน้ามากกว่า เงินเดือนมากกว่า การเดินทางที่สะดวก ฯลฯ ทั้งนี้ คุณควรทำทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร โดยแจ้งล่วงหน้าไปยังบริษัทอย่างน้อย 1 เดือนด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกลัวที่จะเผชิญหน้าเจ้านาย และคนในออฟฟิศ คุณก็ควรวางแผนที่จะบอกข่าวนี้กับเจ้านายคุณในตอนเย็นก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเปลี่ยนงานในสมัยนี้คงเป็นเรื่องปกติ ของหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องการเสาะแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตการงาน แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวได้เหมือนกัน เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลข้อไหนในการขอลาออกจากงานที่เดิม นอกจากนี้ จะพูดอย่างไรไม่ให้เจ้านายเข้าใจ โดยไม่ทำให้เสียความรู้สึกจนมองหน้ากันไม่ติด อย่างไรก็ตาม วันนี้เราขอนำเสนอเคล็ดลับในการออกจากงานได้อย่างสง่างาม และสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเจ้านายได้อย่างสบายใจ</p>
<p><strong>1. เลี่ยงการลาออกเพราะ “เกลียดงาน” “ทะเลาะกับนายจ้าง”</strong><br />
บางทีคุณอาจรู้สึกเกลียดงานที่ทำอยู่ หรือรู้สึกไม่ชอบหน้านายจ้างของคุณ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร แต่คุณก็ไม่ควรนำเหตุผลเหล่านี้มาใช้กับการลาออกจากงาน ถ้าคุณไม่คำนึงถึงใบประเมินจากบริษัท อย่างน้อยคุณก็ควรคำนึงถึงอนาคตเอาไว้บ้าง บางทีคุณอาจต้องกลับมาทำงานในบริษัทเดิมอีกครั้ง หรือบังเอิญต้องร่วมงานกับคนในบริษัทเดิมของคุณ หรือแม้กระทั่งเจ้านายของคุณอาจรู้จักใครสักคนในที่ทำงานใหม่ของคุณก็เป็น ได้ ดังนั้น สร้างศัตรูไว้ที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ที่ทำงาน</p>
<p><strong>2. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะลาออก</strong><br />
เมื่อคุณคิดจะลาออก ก็ควรจะเป็นคนเดินไปบอกเจ้านายด้วยตัวของคุณเองจะดีกว่าให้คนอื่นไปบอกแทน คุณ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดีถึงข้อปฏิบัติในการลาออก และต้องไม่ลืมคิดถึงระยะเวลาของการออกเงินโบนัสปลายปี เพราะบางทีคุณอาจจะพลาดเงินก้อนโตอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายนี้ ถ้าเป็นไปได้คุณควรมองหางานใหม่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลาออก</p>
<p><strong>3. พูดกับเจ้านายอย่างไร ไม่ให้เสียน้ำใจ</strong><br />
ไหนๆ คุณก็ตัดสินใจลาออกแล้ว คุณก็ควรบอกเจ้านายด้วยตัวเอง บอกถึงเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจไปทำงานที่บริษัทใหม่ เช่น ความก้าวหน้ามากกว่า เงินเดือนมากกว่า การเดินทางที่สะดวก ฯลฯ ทั้งนี้ คุณควรทำทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร โดยแจ้งล่วงหน้าไปยังบริษัทอย่างน้อย 1 เดือนด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกลัวที่จะเผชิญหน้าเจ้านาย และคนในออฟฟิศ คุณก็ควรวางแผนที่จะบอกข่าวนี้กับเจ้านายคุณในตอนเย็นก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ให้เจ้านายคุณและตัวคุณได้มีเวลานั่งคิดทบทวน และเตรียมรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาหลังจากการลาออกของคุณ</p>
<p><strong>4. เดินออกจากบริษัทอย่างสง่างาม</strong><br />
ก่อนที่คุณจะออกจากงาน อย่าลืมที่จะทุ่มเทและสะสางงานให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และถ้าเจ้านายของคุณต้องการให้คุณหาคนมาทำงานแทนคุณ คุณก็ควรอาสาสอนงานให้เด็กใหม่ก่อนจะถึงวันสุดท้ายของการทำงาน ทั้งนี้ ไม่ควรแสดงความดีใจออกนอกหน้าในวันสุดท้ายที่คุณทำงาน สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ตรวจเช็คให้ถี่ถ้วนว่าคุณไม่ได้นำทรัพย์สินของบริษัทติดไปด้วย และอย่าลืมกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงาน และเจ้านายด้วย</p>
<p><strong>5. ทิ้งเรื่องร้ายเอาไว้ เก็บเอาแต่สิ่งดีๆ ไป</strong><br />
หลังที่คุณออกจากงาน คุณควรใช้ช่วงเวลาสั้นๆ อย่างคุ้มค่าในการพักผ่อน โดยการออกไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศตามแต่คุณจะชอบ ลองเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ มาประยุกต์ใช้กับการเริ่มต้นทำงานในที่ใหม่ ทั้งนี้ อย่าพูดจาว่าร้ายบริษัทเก่า หรือเจ้านายเก่าให้ที่ทำงานใหม่อย่างเด็ดขาด สุดท้ายนี้ เมื่อคุณออกจากงาน ก็ไม่ใช่ว่าคุณกับเพื่อนร่วมงานต้องจบไปด้วย ติดต่อกันไว้บ้างก็เป็นเรื่องที่ดี บางทีคุณอาจช่วยเหลือ ติดต่อธุรกิจกับเพื่อน หรือเจ้านายเก่าได้อีกด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2011/12/25/changejob/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการฝึกคิดบวก</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2011/08/13/plus-thinking/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2011/08/13/plus-thinking/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Aug 2011 03:44:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2011/08/13/plus-thinking/</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการฝึกคิดบวกนั้นไม่ยาก ลองดู 12 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้
1. ให้มองไปข้างหน้า อย่ามองย้อนหลัง ทุกคนเคยทำผิดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องไม่จมอยู่กับอดีตที่ผิดพลาด เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป จงวางเป้าหมายเล็กๆที่เป็นไปได้ และพยายามทำให้สำเร็จ
2. รู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นผลพวงมาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ในบางครั้งบางคราว เราต่างตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อรู้สำนึกแล้ว ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป เรียกว่าเป็นการให้อภัย และต้องให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งใช้ความผิดพลาดจากอดีตเป็นบทเรียน เพื่อก้าวย่างที่ดีกว่าในอนาคต
3. ถ้าแก้วมีน้ำแค่ครึ่งเดียว จงเติมให้เต็มแก้ว การมองว่า มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว หรือน้ำหายไปครึ่งแก้วนั้น ถูกทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ว่าผู้มองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย และไม่ผิดอะไรที่คุณจะเติมน้ำให้เต็มแก้ว
4. มองหาบุคคลต้นแบบ ทุกคนควรมีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ คนคนนั้นอาจเป็นผู้ที่เอาชนะอุปสรรคใหญ่ๆได้สำเร็จ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในที่สุด หรือเป็นผู้ที่ทำงานหนักและสัมฤทธิ์ผล จงเอาคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต
5. พาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงของคนที่ประสบความสำเร็จและมอง โลกในแง่ดี มันเป็นเรื่องมหัศจรรยู์ที่พลังอำนาจของคนอื่น สามารถส่งผลกระทบต่อพลังในตัวเราได้ คนที่คิดในด้านบวกจะช่วยกระตุ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถทำสิ่งที่มุ่งมั่นไว้ให้สำเร็จได้ จำไว้ว่า..จงอยู่ให้ห่างคนที่คิดแต่แง่ร้าย ซึ่งจะขัดขวางการเดินหน้าของคุณ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”
6. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิธีการฝึกคิดบวกนั้นไม่ยาก ลองดู 12 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้</strong></p>
<p>1. ให้มองไปข้างหน้า อย่ามองย้อนหลัง ทุกคนเคยทำผิดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องไม่จมอยู่กับอดีตที่ผิดพลาด เพราะชีวิตต้องดำเนินต่อไป จงวางเป้าหมายเล็กๆที่เป็นไปได้ และพยายามทำให้สำเร็จ</p>
<p>2. รู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นผลพวงมาจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ในบางครั้งบางคราว เราต่างตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อรู้สำนึกแล้ว ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป เรียกว่าเป็นการให้อภัย และต้องให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งใช้ความผิดพลาดจากอดีตเป็นบทเรียน เพื่อก้าวย่างที่ดีกว่าในอนาคต</p>
<p>3. ถ้าแก้วมีน้ำแค่ครึ่งเดียว จงเติมให้เต็มแก้ว การมองว่า มีน้ำเหลืออยู่ครึ่งแก้ว หรือน้ำหายไปครึ่งแก้วนั้น ถูกทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ว่าผู้มองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย และไม่ผิดอะไรที่คุณจะเติมน้ำให้เต็มแก้ว</p>
<p>4. มองหาบุคคลต้นแบบ ทุกคนควรมีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ คนคนนั้นอาจเป็นผู้ที่เอาชนะอุปสรรคใหญ่ๆได้สำเร็จ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในที่สุด หรือเป็นผู้ที่ทำงานหนักและสัมฤทธิ์ผล จงเอาคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต</p>
<p>5. พาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงของคนที่ประสบความสำเร็จและมอง โลกในแง่ดี มันเป็นเรื่องมหัศจรรยู์ที่พลังอำนาจของคนอื่น สามารถส่งผลกระทบต่อพลังในตัวเราได้ คนที่คิดในด้านบวกจะช่วยกระตุ้นและเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถทำสิ่งที่มุ่งมั่นไว้ให้สำเร็จได้ จำไว้ว่า..จงอยู่ให้ห่างคนที่คิดแต่แง่ร้าย ซึ่งจะขัดขวางการเดินหน้าของคุณ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”</p>
<p>6. เห็นคุณค่าสิ่งดีๆในชีวิต เมื่อเราพอใจกับทุกเรื่องดีๆที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม มันจะช่วยให้เราขจัดความคิดในด้านลบออกไป การโฟกัสแต่สิ่งดีๆเหล่านี้ จะทำให้อุปสรรคที่เราเผชิญอยู่ กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราจัดการได้ง่ายขึ้น</p>
<p>7. รู้จักบริหารเวลาอย่างชาญฉลาด อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณตั้งเป้าไว้ในชีวิต ข้อสำคัญคือ มุ่งทำในเรื่องที่ทำให้ชีวิตของคุณเป็นไปดังที่หวังไว้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณมีทัศนคติที่ดี</p>
<p>8. จินตนาการว่ามีสิ่งดีๆเกิดขึ้น แปลกแต่จริงที่ว่า คนส่วนมากมักชอบวาดภาพเรื่องเลวร้ายกำลังเกิดขึ้น โดยมักจะพูดว่า “ถ้ามันเกิดขึ้น&#8230;” จงฝึกนึกถึงเรื่องดีๆกำลังเกิดขึ้น มองเห็นภาพงานที่กำลังทำเดินไปด้วยดี (ไม่ว่าจะเป็นงานที่บ้านหรือที่ทำงาน) และได้รับคำชมจากคนรอบข้างว่า“เยี่ยมมาก” เพราะนั่นจะเป็นกำลังใจให้คุณคิดบวกต่อไป</p>
<p>9. ความผิดพลาดมีไว้ให้เรียนรู้ มิใช่แส้ที่เอาไว้เฆี่ยนตี ทุกคนล้วนเคยทำผิดทั้งนั้น และถึงแม้ว่าได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยังทำพลาด ขอให้จำไว้ว่า ยังมีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ ความผิดพลาดต่างๆที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคต</p>
<p>10. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้ารอบๆตัวเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ลองหาเวลาจัดเก็บ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจะช่วยให้คุณเปลี่ยนมุมมอง ความคิดได้มาก ใครจะมองโลกในแง่ดีได้ ถ้าต้องอยู่ท่ามกลางสภาพสกปรกรกรุงรังตลอดเวลา เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยสร้างและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดทัศนคติด้านบวก</p>
<p>11. รับข้อมูลข่าวสารที่ดี หมั่นอ่านบทความที่สร้างแรงจูงใจ หรือฟังธรรมะที่กระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัว และเกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยให้มองโลกและชีวิตได้อย่างเข้าใจ มีความหวัง และความสุข</p>
<p>12. ให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง และบอกตัวเอง ซ้ำๆ เพราะคำมั่นสัญญาดีๆมีผลต่อกระบวนการคิดของตัวเอง เช่น ถ้าคุณมีอาการซึมเศร้าเป็นประจำ คำมั่นสัญญาของคุณก็คือ “ฉันมีความสุข ฉันควบคุมตัวเองได้” บอกตัวเองเช่นนี้หลายๆครั้งในแต่ละวัน แล้วคุณจะรู้สึกถึงพลังความคิดด้านบวกที่เกิดขึ้น</p>
<p><a href="http://www.baanmaha.com/community/thread41007.html" target="_blank">http://www.baanmaha.com/community/thread41007.html</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2011/08/13/plus-thinking/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยพื้นที่ส่วนตัว</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/12/01/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/12/01/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2010 05:01:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<category><![CDATA[พื้นที่ส่วนตัว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/12/01/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</guid>
		<description><![CDATA[     น่าเชื่อครับว่า &#8220;ความลับไม่มีในโลก&#8221; โดย เฉพาะในโลกแคบๆ ของคนสองคน กระนั้น ระหว่างคนสองคน ต่างก็ต้องการพื้นที่ ที่เป็น &#8220;ความลับ&#8221; ของตัวเอง เป็น &#8220;พื้นที่ส่วนตัว&#8221; นอกเหนือจากพื้นที่ร่วม ที่ทั้งสองฝ่าย มีให้และรับรู้ร่วมกัน
แต่ในโลกของคนสองคน พื้นที่ของ &#8220;ความลับ&#8221; มีอยู่อย่างแคบๆ ครับ เพราะนี่จะเหลือแค่ “ความลับ” ของ “ฉัน” และ “ความลับ” ของ “เธอ” กับความเป็นจริงที่ว่า ในโลกของคนสองคน ไม่ได้มีแค่ “ฉันกับเธอ” เท่านั้น เพราะนอกจากฉันกับเธอแล้ว ก็ยังมีคนรอบ ๆ ข้าง ที่อยู่รายล้อมฉันกับเธอ ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่บุคคลที่รายล้อมฉันกับเธอ จะบังเอิญหรือจงใจ พูดถึงเรื่องราวบางเรื่อง ซึ่งบุคคลเหล่านั้น อาจมิได้คาดคิดว่า จะเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด
ความรัก จับมือ ความลับ นี่มิได้เกี่ยวกับ “ขนาด” ของ “ความลับ” ว่าจะใหญ่โตหรือเล็กน้อยเพียงใด  และก็มิได้เกี่ยวกับว่า “ความลับ” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>     น่าเชื่อครับว่า <strong>&#8220;ความลับไม่มีในโลก&#8221;</strong> โดย เฉพาะในโลกแคบๆ ของคนสองคน กระนั้น ระหว่างคนสองคน ต่างก็ต้องการพื้นที่ ที่เป็น <strong>&#8220;ความลับ&#8221;</strong> ของตัวเอง เป็น <strong>&#8220;พื้นที่ส่วนตัว&#8221;</strong> นอกเหนือจากพื้นที่ร่วม ที่ทั้งสองฝ่าย มีให้และรับรู้ร่วมกัน</p>
<p>แต่ในโลกของคนสองคน พื้นที่ของ <strong>&#8220;ความลับ&#8221;</strong> มีอยู่อย่างแคบๆ ครับ เพราะนี่จะเหลือแค่ <strong>“ความลับ”</strong> ของ <strong>“ฉัน”</strong> และ <strong>“ความลับ”</strong> ของ <strong>“เธอ”</strong> กับความเป็นจริงที่ว่า <font color="#ff0000">ในโลกของคนสองคน ไม่ได้มีแค่ <strong>“ฉันกับเธอ”</strong> เท่านั้น เพราะนอกจากฉันกับเธอแล้ว ก็ยังมีคนรอบ ๆ ข้าง ที่อยู่รายล้อมฉันกับเธอ ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่บุคคลที่รายล้อมฉันกับเธอ จะบังเอิญหรือจงใจ พูดถึงเรื่องราวบางเรื่อง ซึ่งบุคคลเหล่านั้น อาจมิได้คาดคิดว่า จะเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด</font></p>
<p>ความรัก จับมือ ความลับ นี่มิได้เกี่ยวกับ <strong>“ขนาด”</strong> ของ <strong>“ความลับ”</strong> ว่าจะใหญ่โตหรือเล็กน้อยเพียงใด  และก็มิได้เกี่ยวกับว่า <strong>“ความลับ”</strong> ที่ว่านั้น จะมีความสลักสำคัญมากน้อยเพียงใด  เพราะ<font color="#ff0000">ไม่ว่าจะใหญ่หรือจะเล็ก สำคัญหรือไม่สำคัญ มันก็เป็น <strong>“ความลับ”</strong> ครับ และเมื่อมันเป็น <strong>“ความลับ”</strong> ไม่ว่าจะเป็นของฉันหรือของเธอ เราต่างก็มิปรารถนาให้มีการเปิดเผย</font> ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมิได้เป็นเจ้าของความลับ ก็ย่อมปรารถนาที่จะได้รับรู้ นี่เป็นธรรมชาติ ของมนุษย์โดยทั่วไปครับ</p>
<p>ความลับของเรา เราต้องการปกปิด ขณะที่ความลับของเขา เราต้องการที่จะได้รับรู้ !  เราต้องการพื้นที่ส่วนตัวของเรา นอกเหนือจากพื้นที่ร่วม ที่มีให้และรับรู้ร่วมกัน  แต่พร้อมๆ กันนั้น เราก็ต้องการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของเขา ในทุกอณูตารางที่เราจะสามารถเข้าไปได้</p>
<p><strong>นี่เป็นประการหนึ่งของปัญหา ที่เป็นอยู่และมีขึ้น โดยธรรมชาติของมนุษย์ครับ  <font color="#ff0000">ด้านหนึ่ง เราเรียกร้องต่อการเปิดเผยระหว่างกันทั้งหมด เพื่อลดทอนระยะห่าง ของความไม่เข้าใจระหว่างกัน ทว่า! อีกด้านหนึ่ง เราก็เลือกที่จะเก็บบางสิ่งบางอย่าง โดยไม่ยินดีที่จะเปิดเผยมัน แน่นอนว่า ตราบที่เป็น “ความลับ” มันก็ย่อมไม่มีผลกระทบใดๆ ที่อาจตามมาได้</font> แต่ความจริงก็คือ <font color="#0000ff">“ความลับไม่มีในโลก”</font></strong></p>
<p>ข้อความดีๆจาก : http://www.komchadluek.net</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/12/01/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/09/26/happy/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/09/26/happy/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Sep 2010 02:56:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/09/26/happy/</guid>
		<description><![CDATA[คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น
แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้ คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน
บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที
ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน
ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้
ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน แล้วถึงจะมีความสุขได้
เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต
ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น<br />
แต่เมื่อมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเราคงมีความสุขและสบายขึ้น</p>
<p>แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง<br />
และเมื่อลูกๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้ คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น<br />
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูกๆ จัดการกับตัวของเค้าเองให้เรียบร้อยดีเสียก่อน</p>
<p>บางครั้งคุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนานๆ<br />
และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน ชีวิตของคุณจะมีความสุขมากที่สุด<br />
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที</p>
<p>ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ?<br />
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ต้องรอให้ความสุขมาหาเราในอนาคต<br />
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่างๆ หรือบททดสอบชีวิตอันยากเข็ญ<br />
แต่ในที่สุดเราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิตเป็นของคู่กัน<br />
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องความสุขและความพึงพอใจจากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้<br />
ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุข มากกว่าที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน แล้วถึงจะมีความสุขได้</p>
<p><strong>เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า</strong><br />
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข<br />
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข<br />
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข<br />
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข<br />
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต</p>
<p><strong>ตอบคำถาม ต่อไปนี้</strong><br />
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก<br />
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด<br />
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด<br />
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>นึกไม่ออกใช่ไหม ?</strong></font> ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่มีใครหรอกที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด<br />
คนที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา<br />
รางวัลต่างๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะก็จะถูกลืมในไม่ช้า</p>
<p><strong>ตอบคำถาม ต่อไปนี้</strong><br />
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่านที่เคยช่วยเหลือคุณในเรื่องการเรียน<br />
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณในยามที่คุณต้องการ<br />
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษ<br />
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาด้วย</p>
<p><strong><font color="#ff0000">นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม ?</font></strong> นั่นเป็นเพราะว่า<br />
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นที่สุด ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด<br />
เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณอีกหลายคนที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ<br />
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>&#8230; ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะมีความสุข มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน</strong></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/09/26/happy/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เราวิ่งตามอะไรกัน&#8230;ในชีวิต</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 04:33:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Forward Mail]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/</guid>
		<description><![CDATA[มีเรื่องเล่าว่า&#8230; มีพระองค์หนึ่ง&#8230;ชอบทำอะไรแปลกๆ&#8230;
วันหนึ่ง&#8230;พวกกรุงเทพฯ&#8230;เอากฐินไปทอดที่วัด&#8230;
จัดงานกันใหญ่โต&#8230;มีหนัง&#8230;มีลิเก&#8230;มีดนตรี&#8230;ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน&#8230;
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา&#8230;
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา&#8230;
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง&#8230;แล้วเอาเชือกมาด้วย&#8230;
หลวงพ่อจัดการ&#8230;เอาเนื้อ&#8230;ผูกติดกับหลังหมา&#8230;
ผูกเสร็จ&#8230;ก็ปล่อยหมา &#8230;
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง&#8230;ก็ไล่งับ&#8230;
พอหัวโดดงับ&#8230;ตัวก็ขยับหนี&#8230;
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง&#8230;
ยิ่งโดดงับเร็ว&#8230;ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว&#8230;
โดดไม่หยุด&#8230;เนื้อก็หนีไม่หยุด&#8230;น่าสงสารหมามาก&#8230;
หมาโดดอยู่นาน&#8230;งับเท่าไหร่&#8230;เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที&#8230;
ผู้คนบนศาลา&#8230;พากันหัวเราะชอบใจ&#8230;
หัวเราะเยาะหมา&#8230;ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้&#8230;
ไล่งับ&#8230;จะกินเนื้อ&#8230;ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต&#8230;
หลวงพ่อ&#8230;มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว&#8230;
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา&#8230;
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า&#8230;
&#8220;มนุษย์เรา&#8230;มีความรู้สึกว่า&#8230;ตัวเองพร่อง&#8230;ตัวเองยังไม่เต็ม&#8230;
ต้องเติมตลอดเวลา&#8230;เติมไม่หยุด&#8230;เพื่อให้ตัวเองเต็ม&#8230;
อยากสวย&#8230;อยากทันสมัย&#8230;
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด&#8230;ทันสมัยที่สุดใส่&#8230;
ดีใจได้เดือนเดียว&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;สวยกว่า&#8230;ทันสมัยกว่า&#8230;
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่&#8230;
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน&#8230;รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว&#8230;
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด&#8230;
๒ เดือนต่อมา&#8230;มีรุ่นใหม่กว่าออกมา&#8230;ของเราตกรุ่น&#8230;
ซื้อรถเบนซ์&#8230;ทันสมัยที่สุด&#8230;แพงมาก&#8230;
ขับได้ ๖ เดือน&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;
ทันสมัยกว่า&#8230;แพงกว่า&#8230;ของเรากลายเป็นเชย&#8230;
เราต้องก้มหน้าก้มตา&#8230;ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน&#8230;หาเงินมา&#8230;
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย&#8230;
ซื้อเสื้อผ้าใหม่&#8230;มือถือใหม่&#8230;คอมพิวเตอร์ใหม่&#8230;รถยนต์คันใหม่&#8230;
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส&#8230;
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น&#8230;
ปัจจุบัน&#8230;
เรากำลังไล่งับความทันสมัย&#8230;เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน&#8230;
ทั้งที่รู้ว่า&#8230;ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต&#8230;ก็ไม่มีทางตามทัน&#8230;
น่าสงสารไหมโยม&#8230;.&#8221;
คนเต็มศาลา&#8230;เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น&#8230;
ด่าว่า&#8230;หมามันโง่&#8230;
ตอนนี้เงียบสนิท&#8230;เหมือนไม่มีคนอยู่&#8230;
ไม่รู้ว่า&#8230;กำลังสงสารหมา&#8230;
หรือ&#8230;กำลังทบทวนความโง่&#8230;ตัวเอง
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font color="#0000ff"><strong>มีเรื่องเล่าว่า&#8230; มีพระองค์หนึ่ง&#8230;ชอบทำอะไรแปลกๆ&#8230;<br />
วันหนึ่ง&#8230;พวกกรุงเทพฯ&#8230;เอากฐินไปทอดที่วัด&#8230;</p>
<p>จัดงานกันใหญ่โต&#8230;มีหนัง&#8230;มีลิเก&#8230;มีดนตรี&#8230;ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน&#8230;<br />
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา&#8230;<br />
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา&#8230;<br />
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง&#8230;แล้วเอาเชือกมาด้วย&#8230;<br />
หลวงพ่อจัดการ&#8230;เอาเนื้อ&#8230;ผูกติดกับหลังหมา&#8230;<br />
ผูกเสร็จ&#8230;ก็ปล่อยหมา &#8230;<br />
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง&#8230;ก็ไล่งับ&#8230;<br />
พอหัวโดดงับ&#8230;ตัวก็ขยับหนี&#8230;<br />
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง&#8230;<br />
ยิ่งโดดงับเร็ว&#8230;ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว&#8230;<br />
โดดไม่หยุด&#8230;เนื้อก็หนีไม่หยุด&#8230;น่าสงสารหมามาก&#8230;</p>
<p>หมาโดดอยู่นาน&#8230;งับเท่าไหร่&#8230;เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที&#8230;<br />
ผู้คนบนศาลา&#8230;พากันหัวเราะชอบใจ&#8230;<br />
หัวเราะเยาะหมา&#8230;ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้&#8230;<br />
ไล่งับ&#8230;จะกินเนื้อ&#8230;ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต&#8230;</p>
<p>หลวงพ่อ&#8230;มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว&#8230;<br />
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา&#8230;<br />
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า&#8230;</strong></font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>&#8220;มนุษย์เรา&#8230;มีความรู้สึกว่า&#8230;ตัวเองพร่อง&#8230;ตัวเองยังไม่เต็ม&#8230;<br />
ต้องเติมตลอดเวลา&#8230;เติมไม่หยุด&#8230;เพื่อให้ตัวเองเต็ม&#8230;</p>
<p>อยากสวย&#8230;อยากทันสมัย&#8230;<br />
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด&#8230;ทันสมัยที่สุดใส่&#8230;<br />
ดีใจได้เดือนเดียว&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;สวยกว่า&#8230;ทันสมัยกว่า&#8230;<br />
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่&#8230;<br />
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน&#8230;รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว&#8230;</p>
<p>ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด&#8230;<br />
๒ เดือนต่อมา&#8230;มีรุ่นใหม่กว่าออกมา&#8230;ของเราตกรุ่น&#8230;</p>
<p>ซื้อรถเบนซ์&#8230;ทันสมัยที่สุด&#8230;แพงมาก&#8230;<br />
ขับได้ ๖ เดือน&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;<br />
ทันสมัยกว่า&#8230;แพงกว่า&#8230;ของเรากลายเป็นเชย&#8230;</p>
<p>เราต้องก้มหน้าก้มตา&#8230;ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน&#8230;หาเงินมา&#8230;<br />
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย&#8230;<br />
ซื้อเสื้อผ้าใหม่&#8230;มือถือใหม่&#8230;คอมพิวเตอร์ใหม่&#8230;รถยนต์คันใหม่&#8230;<br />
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส&#8230;<br />
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น&#8230;</p>
<p>ปัจจุบัน&#8230;<br />
เรากำลังไล่งับความทันสมัย&#8230;เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน&#8230;<br />
ทั้งที่รู้ว่า&#8230;ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต&#8230;ก็ไม่มีทางตามทัน&#8230;<br />
น่าสงสารไหมโยม&#8230;.&#8221;</p>
<p><font color="#0000ff">คนเต็มศาลา&#8230;เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น&#8230;<br />
ด่าว่า&#8230;หมามันโง่&#8230;<br />
ตอนนี้เงียบสนิท&#8230;เหมือนไม่มีคนอยู่&#8230;</font></p>
<p>ไม่รู้ว่า&#8230;กำลังสงสารหมา&#8230;<br />
หรือ&#8230;กำลังทบทวนความโง่&#8230;ตัวเอง</strong></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความจริงบางอย่าง &#8230; เกี่ยวกับอวัยวะคนเรา</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Aug 2010 09:16:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/</guid>
		<description><![CDATA[ตา   ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการมอง &#8230; มักจะมีอุณหภูมิสูงมากขึ้น เมื่อเห็นใครได้ดี
หู  ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการฟัง &#8230;  ส่วนมากจะมีน้ำหนักเบา เพื่อความสะดวกในการพกพา
ปาก  ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการพูด &#8230; ส่วนมากจะอยู่ไม่ตรงกับใจ 
จมูก  ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ &#8230; ถ้ายื่นเข้าไปในเรื่องของคนอื่น เรียกว่า &#8220;แส่&#8221;
บ่า+ไหล่ ►►►  อวัยวะที่อยู่คู่กันมานาน  ดังคำที่ว่า &#8220;เคียงบ่า เคียงไหล่&#8221; &#8230; มีไว้ให้คนขี้เหงาได้ซบ
หัวใจ  ►►►  อวัยวะ ที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  &#8230;   คนเจ้าชู้ส่วนใหญ่มักเก็บตัวจริง  แล้วนำส่วนที่ถ่ายเอกสารไว้  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font size="2"><font color="Magenta">ตา</font></font>   ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการมอง &#8230; มักจะมี<font color="red">อุณหภูมิสูง</font>มากขึ้น เมื่อเห็นใครได้ดี</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">หู</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการฟัง &#8230;  ส่วนมากจะมีน้ำหนัก<font color="red">เบา</font> เพื่อความสะดวกในการพกพา</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ปาก</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการพูด &#8230; ส่วนมากจะอยู่<font color="red">ไม่ตรงกับใจ </font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">จมูก</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ &#8230; ถ้ายื่นเข้าไปในเรื่องของคนอื่น เรียกว่า <font color="Red">&#8220;แส่&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">บ่า+ไหล่</font></font> ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่อยู่คู่กันมานาน  ดังคำที่ว่า <font color="Red">&#8220;เคียงบ่า เคียงไหล่&#8221;<font color="Blue"> &#8230; มีไว้ให้<font color="Red">คนขี้เหงา</font>ได้ซบ</font></font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">หัวใจ</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะ ที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  &#8230;   คนเจ้าชู้ส่วนใหญ่มักเก็บตัวจริง  แล้วนำส่วนที่ถ่ายเอกสารไว้  ไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อ</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ปอด</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ฟอกโลหิต  &#8230;  ถ้า <font color="Red">&#8220;ปอดแหก&#8221; <font color="Blue">จะเก็บความกล้าหาญไว้ไม่ได้</font></font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">นม</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่สุภาพสตรีทั้งหลาย  &#8230;  อยากให้ยื่นไปข้างหน้ามากกว่าพุง   ส่วนสุภาพบุรุษ คิดว่า <font color="Red">&#8220;บ่ได่กิน &#8230; บายซื่อซื่อกะมีแฮง&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ศอก</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่เป็นข้อต่อระหว่าง ท่อนแขนส่วนบนกับท่อนแขนส่วนล่าง  มีไว้เป็นอาวุธประจำกาย  &#8230;  หรือใช้<font color="red">รองน้ำดื่ม</font>สำหรับผู้หญิงที่มาทีหลัง</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">สะดือ</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">เป็นอวัยวะที่ใช้เชื่อมต่อกับแม่  ยามอยู่ในครรภ์  &#8230;  เมื่อใดใช้วัดความสุภาพ  &#8230;  <font color="red">ต่ำกว่าสะดือถือว่าทะลึ่ง</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ขาอ่อน</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่เชื่อมต่อจากสะโพกลงมา  &#8230;  นิยมใช้ในการประกวด  เพราะเห็นได้ชัดกว่า <font color="Red">&#8220;สมอง&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">หัวเข่า</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">ข้อต่อระหว่างขากับแข้ง  เป็นอาวุธประจำกาย  &#8230;  ผู้หญิงใช้โจมดีจุดอ่อนผู้ชาย  และบางคนใช้<font color="Red">เช็ดน้ำตา<font color="Blue">  นิยมมากสำหรับคนที่<font color="Red">&#8220;รักผัวชาวบ้าน&#8221;</font></font></font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ขนหน้าแข้ง</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่วัดระดับฐานะทางการเงิน  &#8230;  <font color="Red">ยิ่งรวยมากขนหน้าแข้งจะร่วงน้อย</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">เท้า</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">เป็นอวัยวะที่ใช้ในการยืน เดิน หรือเป็นอวัยวะที่ใช้ผลัก  ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า <font color="Red">&#8220;ถีบ&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ตัว</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">เป็นชิ้นส่วนใหญ่ของร่างกาย  ให้อวัยวะอื่นได้พักพิง  &#8230;  <font color="Red">จะลืมกันมากในเวลาได้ดี</font></font></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>มองมุมกลับบ้าง ชีวิตคงดีขึ้น</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2010 08:02:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/</guid>
		<description><![CDATA[คำถาม
“ทำไมนกกระยางจึงยืนขาเดียว เวลาหลับ“
ถ้ายังคิดไม่ออกนั่น ในเวลาห้านาที ก็คงเป็น
เพราะคุณมัวแต่จะถามตัวเองใช่ไหมว่า…
ทำไมนกกระยางถึงยืนขาเดียว ทำไมมันไม่ยืนสองขา
ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่สิว่า…
ทำไมมันหดขาเดียว ทำไมมันไม่หดสองขา
คำตอบก็มาทันทีว่า
“ถ้ามันหดทั้งสองขา มันก็ต้องล้มสินะ“
ปริศนาข้อนี้ตอบได้ง่าย หากเราเปลี่ยนมุมมอง
หรือตั้งคำถามเสียใหม่นกกระยางขาเดียว
กับนกกระยางหดขาเดียวที่จริงก็คือสิ่งเดียวกัน
แต่เป็นภาพอันเกิดจากมุมมองที่ต่างกันและ
สามารถชักนำความคิดของเราไปคนละทิศละทาง
ได้การเปลี่ยนคำถามหรือมุมมอง
มีผลเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้
คงมีหลายครั้งที่เรารู้สึกเศร้าสร้อยน้อยใจเฝ้าบ่นในใจ
ว่า “ทำไมเขาไม่เข้าใจเราเลย“
การตอกย้ำกับตัวเองด้วยความคิดอย่างนี้บางที
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากตัวเองจะทุกข์แล้ว
ยังทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีก
ลองเปลี่ยนมุมมองหรือตั้งคำถามใหม่สิว่า
“แล้วเราล่ะ เข้าใจเขาบ้างหรือเปล่า” 
การถามแบบนี้อาจช่วยให้เราพบสาเหตุที่แท้จริง
ของปัญหาก็ได้ เพราะอันที่จริง
เราเองก็คงไม่ได้เข้าใจเหมือนกันสัมพันธภาพ
ของผู้คนมักจะมีปัญหา
เพราะทุกคนคิดแต่จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง
แต่ไม่พยายามหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเข้าใจคนอื่น
ถึงตรงนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา”
แต่อยู่ที่ “ทำไมเราถึงไม่เข้าใจเขา” 
และ “ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเขาได้“
ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่ชอบบ่นในใจว่า
“ทำไมฉันถึงซวยอย่างนี้”
หากเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า
“ทำไมฉันชอบบ่นอย่างนี้”
เราอาจได้คิดและ
ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ไม่ท้อแท้ หรืองอมืองอเท้าเหมือนเก่า
การรู้จักคำถามเป็นศิลปะสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต
ทุกวันนี้ เราถูกสอนให้สนใจคำตอบ จนลืมว่าคำถามนั้น
สำคัญกว่าคำตอบมาก คำถามนั้นเป็นตัวกำหนดคำตอบ
พูดอีกอย่างก็คือ
คำถามเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา
ถ้าตั้งคำถามผิด ก็พาความคิดของเราเข้ารกเข้าพงซ้ำ
อาจพาชีวิตหลงทางไปด้วย คนหลายๆๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่
หลายคนชอบถามในใจ เวลามีงานกองอยู่ข้างหน้าว่า
“ฉันจะทำได้หรือ“
คำถามอย่างนี้ชวนให้ท้อ แต่ความรู้สึกของเรา
จะเปลี่ยนไปหากเราถามตัวเองใหม่ว่า
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้” 
อย่างไรก็ตามบ่อยครั้ง
อุปสรรคไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า ทำได้หรือไม่ได้ หากอยู่ที่แรงจูงใจ
มีคำถามหนึ่งซึ่งคุณหมอประเวศ วะสี
บอกว่าเป็นคำถามที่น่าเกลียดที่สุด
แต่เป็นคำถามที่กำลังระบาดไปทั่วสังคมไทยนั่นก็คือคำถามว่า
“ทำแล้วฉันจะได้อะไร”  
คำถามอย่างนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นทำให้
จิตใจแคบลง และหาความสุขได้ยาก
จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราถามใหม่ว่า
“ทำแล้วส่วนรวม (หรือสังคม) จะได้อะไร“
การคำนึงถึงส่วนรวม โดยเริ่มต้นจากคำถามแบบนี้
จะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น และคนที่เสียสละ
เพื่อส่วนรวมก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามของญาติมิตรว่า
“ทำแล้วเธอได้อะไร” 
หรือถูกตั้งข้อสงสัยว่า
&#8220;ได้ไปเท่าไหร่“
การถามว่า ใคร กับ ทำไม ให้ผลที่แตกต่างกันมาก
เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นมา คนส่วนใหญ่มักสนใจ
ว่า “ใครทำ” แต่ไม่ค่อยถามว่า “ทำไมเขาจึงทำ” 
คำถามแรกนั้นเพียงแต่สนองความอยากรู้อยากเห็น
แต่คำถามหลัง ช่วยให้เห็นสาเหตุของปัญหาและอาจนำมา
เป็นบทเรียนแก่ตนเองได้
อย่างไรก็ตาม คงไม่มีคำถามใดสำคัญ
เท่ากับคำถามเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของเราเอง
ถ้าเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับการถามตัวเองไม่รู้จบว่า
“เมื่อไหร่ฉันถึงจะรวยเสียที”
ลองเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า
“เมื่อไหร่ฉันถึงจะพอเสียที“
ลองเหลียวดูรอบตัวเถิด ตอนนี้เราอาจร่ำรวยอยู่
แล้วก็ได้ แต่ยังไม่พอใจเสียที เพราะเอาแต่ชะเง้อมองคนอื่น
ที่มีมากกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คำถาม<br />
<strong>“ทำไมนกกระยางจึงยืนขาเดียว เวลาหลับ“</strong></p>
<p>ถ้ายังคิดไม่ออกนั่น ในเวลาห้านาที ก็คงเป็น<br />
เพราะคุณมัวแต่จะถามตัวเองใช่ไหมว่า…<br />
ทำไมนกกระยางถึงยืนขาเดียว ทำไมมันไม่ยืนสองขา<br />
ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่สิว่า…</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>ทำไมมันหดขาเดียว ทำไมมันไม่หดสองขา<br />
คำตอบก็มาทันทีว่า</strong></font></p>
<p><strong>“ถ้ามันหดทั้งสองขา มันก็ต้องล้มสินะ“</strong></p>
<p>ปริศนาข้อนี้ตอบได้ง่าย หากเราเปลี่ยนมุมมอง<br />
หรือตั้งคำถามเสียใหม่นกกระยางขาเดียว<br />
กับนกกระยางหดขาเดียวที่จริงก็คือสิ่งเดียวกัน<br />
แต่เป็นภาพอันเกิดจากมุมมองที่ต่างกันและ<br />
สามารถชักนำความคิดของเราไปคนละทิศละทาง<br />
ได้การเปลี่ยนคำถามหรือมุมมอง<br />
มีผลเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้</p>
<p>คงมีหลายครั้งที่เรารู้สึกเศร้าสร้อยน้อยใจเฝ้าบ่นในใจ<br />
ว่า <font color="#ff0000"><strong>“ทำไมเขาไม่เข้าใจเราเลย“</strong></font><br />
การตอกย้ำกับตัวเองด้วยความคิดอย่างนี้บางที<br />
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากตัวเองจะทุกข์แล้ว<br />
ยังทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีก</p>
<p>ลองเปลี่ยนมุมมองหรือตั้งคำถามใหม่สิว่า</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“แล้วเราล่ะ เข้าใจเขาบ้างหรือเปล่า” </strong></font></p>
<p><strong>การถามแบบนี้อาจช่วยให้เราพบสาเหตุที่แท้จริง<br />
ของปัญหาก็ได้ เพราะอันที่จริง</strong></p>
<p>เราเองก็คงไม่ได้เข้าใจเหมือนกันสัมพันธภาพ<br />
ของผู้คนมักจะมีปัญหา</p>
<p>เพราะทุกคนคิดแต่จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง<br />
แต่ไม่พยายามหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเข้าใจคนอื่น</p>
<p>ถึงตรงนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า<br />
<font color="#ff0000"><strong>“ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา”</strong></font></p>
<p>แต่อยู่ที่ <font color="#ff0000"><strong>“ทำไมเราถึงไม่เข้าใจเขา” </strong></font></p>
<p>และ <font color="#ff0000"><strong>“ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเขาได้“</strong></font></p>
<p>ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่ชอบบ่นในใจว่า</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำไมฉันถึงซวยอย่างนี้”</strong></font></p>
<p>หากเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำไมฉันชอบบ่นอย่างนี้”</strong></font></p>
<p><strong>เราอาจได้คิดและ<br />
ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ไม่ท้อแท้ หรืองอมืองอเท้าเหมือนเก่า</strong></p>
<p><font color="#000000">การรู้จักคำถามเป็นศิลปะสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต<br />
ทุกวันนี้ เราถูกสอนให้สนใจคำตอบ จนลืมว่าคำถามนั้น<br />
สำคัญกว่าคำตอบมาก คำถามนั้นเป็นตัวกำหนดคำตอบ<br />
พูดอีกอย่างก็คือ</font></p>
<p><font color="#000000">คำถามเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา<br />
ถ้าตั้งคำถามผิด ก็พาความคิดของเราเข้ารกเข้าพงซ้ำ<br />
อาจพาชีวิตหลงทางไปด้วย คนหลายๆๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่<br />
หลายคนชอบถามในใจ เวลามีงานกองอยู่ข้างหน้าว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ฉันจะทำได้หรือ“</strong></font></p>
<p><font color="#000000">คำถามอย่างนี้ชวนให้ท้อ แต่ความรู้สึกของเรา<br />
จะเปลี่ยนไปหากเราถามตัวเองใหม่ว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำไมฉันจะทำไม่ได้”</strong> </font></p>
<p><font color="#000000">อย่างไรก็ตามบ่อยครั้ง<br />
อุปสรรคไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า ทำได้หรือไม่ได้ หากอยู่ที่แรงจูงใจ</font></p>
<p><font color="#000000">มีคำถามหนึ่งซึ่งคุณหมอประเวศ วะสี<br />
บอกว่าเป็นคำถามที่น่าเกลียดที่สุด<br />
แต่เป็นคำถามที่กำลังระบาดไปทั่วสังคมไทยนั่นก็คือคำถามว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำแล้วฉันจะได้อะไร”</strong>  </font></p>
<p><font color="#000000">คำถามอย่างนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นทำให้<br />
จิตใจแคบลง และหาความสุขได้ยาก<br />
จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราถามใหม่ว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำแล้วส่วนรวม (หรือสังคม) จะได้อะไร“</strong></font></p>
<p><font color="#000000">การคำนึงถึงส่วนรวม โดยเริ่มต้นจากคำถามแบบนี้<br />
จะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น และคนที่เสียสละ<br />
เพื่อส่วนรวมก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามของญาติมิตรว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำแล้วเธอได้อะไร”</strong> </font></p>
<p><font color="#000000">หรือถูกตั้งข้อสงสัยว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>&#8220;ได้ไปเท่าไหร่“</strong></font></p>
<p><font color="#000000">การถามว่า ใคร กับ ทำไม ให้ผลที่แตกต่างกันมาก<br />
เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นมา คนส่วนใหญ่มักสนใจ</font></p>
<p><font color="#000000">ว่า <strong>“ใครทำ”</strong> แต่ไม่ค่อยถามว่า <strong>“ทำไมเขาจึงทำ”</strong> </font></p>
<p><font color="#000000">คำถามแรกนั้นเพียงแต่สนองความอยากรู้อยากเห็น<br />
แต่คำถามหลัง ช่วยให้เห็นสาเหตุของปัญหาและอาจนำมา<br />
เป็นบทเรียนแก่ตนเองได้</font></p>
<p><font color="#000000">อย่างไรก็ตาม คงไม่มีคำถามใดสำคัญ<br />
เท่ากับคำถามเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของเราเอง<br />
ถ้าเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับการถามตัวเองไม่รู้จบว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“เมื่อไหร่ฉันถึงจะรวยเสียที”</strong></font></p>
<p><font color="#000000">ลองเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“เมื่อไหร่ฉันถึงจะพอเสียที“</strong></font></p>
<p><strong><font color="#000000">ลองเหลียวดูรอบตัวเถิด ตอนนี้เราอาจร่ำรวยอยู่<br />
แล้วก็ได้ แต่ยังไม่พอใจเสียที เพราะเอาแต่ชะเง้อมองคนอื่น<br />
ที่มีมากกว่า แต่ถึงแม้เราจะยังไม่รวย ก็ให้พยายาม<br />
บ่มเพราะความพอใจในสิ่งที่ตนมีแล้วเราจะพบกับ<br />
ความร่ำรวยชนิดที่ไม่มีใครสามารถมาแย่งชิงได้เมื่อ</font></strong></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“เรารู้จักคำว่าพอเพียง“…</strong></font></p>
<p><font color="#000000">ขอบคุณข้อความดีๆจาก <a href="http://www.baanmaha.com/community/thread25178.html" target="_blank">http://www.baanmaha.com/community/thread25178.html</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หนุ่มบ้านนอก ( ดีจัง ) อยากให้อ่าน</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Aug 2010 01:00:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/</guid>
		<description><![CDATA[หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย
เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
จึงนั่งรถมากรุงเทพ
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ
เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า
&#8220;&#8230;ขอโทษครับพี่
ผม&#8230;คือว่า&#8230;.
ผม&#8230;อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ&#8230;&#8221;
เจ้าหน้าที่ ท ี่นั่งรับสมัครอยู่นั้น
ชักสีหน้าทันที
&#8220;&#8230;.อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ&#8221;
หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ
&#8220;&#8230;ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ&#8221;
&#8220;งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..&#8221;
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย
&#8220;&#8230;เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ
กลับไปเถอะ&#8221;
หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย
และเมื่อไม่รู้ว่า! จะทำอะไรได้ในกรุงเทพ
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย
นั่งรถ ซ มซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก
แต่เมื่อกลับถึงบ้าน
จึงนึกขึ้นได้ว่า
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว
ด้วยความเจ็บใจ
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น
และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .
อาจเป็นบุญในปางบรรพ์
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น
ออกผลอย่างงดงาม
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .
หลายสิบปีต่อมา
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน
บัดนี้
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น
ก็กลายเป็นชายชรา
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุ! ดในจังหวัด
และภูมิภาคนั้น
…
อยู่มาปีหนึ่ง
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล
และชำระบัญชีเรียบร้อย
โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว
พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก
เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว
เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว
ผู้จัดการก็แตะข้อศอก
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา
&#8220;ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ&#8221;
พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ
&#8220;พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุง! ทีเถิด
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก&#8230;.&#8221;
ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ
&#8220;&#8230; เอ่อ&#8230;ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ&#8230;
&#8230;เอ่อ&#8230;ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ
คือ&#8230;.พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้
แต่&#8230;&#8221; ผู้จัดการ ชะงัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง<br />
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ<br />
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย</p>
<p>เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า<br />
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ<br />
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา</p>
<p>จึงนั่งรถมากรุงเทพ<br />
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)<br />
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น<br />
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ</p>
<p>เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ<br />
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง<br />
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ<br />
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ<br />
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า</p>
<p>&#8220;&#8230;ขอโทษครับพี่<br />
ผม&#8230;คือว่า&#8230;.<br />
ผม&#8230;อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ&#8230;&#8221;</p>
<p>เจ้าหน้าที่ ท ี่นั่งรับสมัครอยู่นั้น<br />
ชักสีหน้าทันที</p>
<p>&#8220;&#8230;.อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน<br />
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง<br />
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา<br />
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ&#8221;</p>
<p>หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด<br />
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ</p>
<p>&#8220;&#8230;ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ<br />
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่<br />
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ&#8221;</p>
<p>&#8220;งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..&#8221;<br />
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย</p>
<p>&#8220;&#8230;เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ<br />
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ<br />
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ<br />
กลับไปเถอะ&#8221;</p>
<p>หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน<br />
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย</p>
<p>และเมื่อไม่รู้ว่า! จะทำอะไรได้ในกรุงเทพ<br />
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย<br />
นั่งรถ ซ มซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก</p>
<p>แต่เมื่อกลับถึงบ้าน<br />
จึงนึกขึ้นได้ว่า<br />
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก<br />
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย<br />
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว<br />
ด้วยความเจ็บใจ<br />
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม<br />
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น</p>
<p>และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย<br />
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .</p>
<p>อาจเป็นบุญในปางบรรพ์<br />
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้<br />
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา<br />
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น<br />
ออกผลอย่างงดงาม<br />
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี<br />
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง<br />
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .</p>
<p>หลายสิบปีต่อมา<br />
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน<br />
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน</p>
<p>บัดนี้<br />
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น<br />
ก็กลายเป็นชายชรา<br />
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ<br />
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุ! ดในจังหวัด<br />
และภูมิภาคนั้น<br />
…<br />
อยู่มาปีหนึ่ง<br />
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล<br />
และชำระบัญชีเรียบร้อย</p>
<p>โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา<br />
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว</p>
<p>พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน<br />
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ<br />
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก</p>
<p>เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว<br />
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่<br />
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว</p>
<p>เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว<br />
ผู้จัดการก็แตะข้อศอก<br />
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง<br />
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา</p>
<p>&#8220;ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ<br />
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง<br />
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้<br />
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ&#8221;</p>
<p>พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ<br />
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ<br />
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ</p>
<p>&#8220;พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุง! ทีเถิด<br />
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก&#8230;.&#8221;</p>
<p>ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด<br />
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ</p>
<p>&#8220;&#8230; เอ่อ&#8230;ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ&#8230;<br />
&#8230;เอ่อ&#8230;ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ<br />
คือ&#8230;.พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่<br />
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง<br />
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้<br />
แต่&#8230;&#8221; ผู้จัดการ ชะงัก ด้วยความเกรงใจ</p>
<p>และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมา<br />
ด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริงจริง</p>
<p>&#8220;&#8230;แต่ พ่อเลี้ยงอ่านหนังสือไม่ออก<br />
และเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ&#8230;&#8221;</p>
<p>&#8220;&#8230;พ่อหนุ่ม&#8221; พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี</p>
<p>&#8220;&#8230;ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ&#8230;&#8221;</p>
<p>แกถอนหายใจยาว</p>
<p>ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผู้จัดการถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า</p>
<p><font color="#339966"><strong>&#8220;&#8230;ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ&#8230;&#8221;</strong></font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่คนอื่นมองเรา<br />
แต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา<br />
โอกาสยังมีอยู่เสมอ ขอเพียงแต่มองไปรอบๆ<br />
ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำได้ และทำให้เต็มความสามารถ<br />
แล้วดอกผลจะตามมาเอง </strong></font></p>
<p><strong>ขอบคุณข้อความดีๆจาก <a href="http://www.baanmaha.com/community/thread34002.html" target="_blank">บ้านมหาดอทคอม</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ลิงกับลา (ในออฟฟิศ)</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 07:32:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/</guid>
		<description><![CDATA[หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยง ไว้เป็นเพื่อนสองตัว  คือ ลิงและลา
วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอา เชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง  เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัว เดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป  ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อย ๆ    คลายปมเชือกออกจากคอของมัน  อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย
หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น    ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว  ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว  อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้าน มาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลา  ได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉย ๆ สักครู่หนึ่ง  หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง  ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง
ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลา  เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ
ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง     ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้ แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เธอทั้งหลาย&#8230;  
เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย
ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของ
หญิงชาวบ้าน  ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้    เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว    เธอมองเห็น ข้าวของเสียหาย  และมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ    แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก
และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย  เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้ และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือลิง    ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจ ร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยง ไว้เป็นเพื่อนสองตัว  คือ ลิงและลา</p>
<p>วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอา เชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง  เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัว เดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป  ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อย ๆ    คลายปมเชือกออกจากคอของมัน  อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย</p>
<p>หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น    ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว  ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว  อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้าน มาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลา  ได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉย ๆ สักครู่หนึ่ง  หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง  ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง</p>
<p>ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลา  เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ</p>
<p>ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง     ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้ แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย</p>
<p><font color="#0000ff"><strong>เธอทั้งหลาย&#8230;  </strong></font><br />
<font color="#0000ff">เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย<br />
ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของ<br />
หญิงชาวบ้าน  ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้    เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว    เธอมองเห็น ข้าวของเสียหาย  และมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ    แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก<br />
และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย  เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้ และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือลิง    ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจ ร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและ ฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน  </font><br />
เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำที่ <strong>“ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา  แต่ลารับเคราะห์”</strong>  <strong><font color="#ff0000">ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม</font> <font color="#0000ff">ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง  พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง</font></strong> นายที่ดีไม่ควรปล่อย ให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้   ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริง   เพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมาน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อคิดดีๆสำหรับชีวิต</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 08:12:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<category><![CDATA[วันพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…..
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น …… จากนี้ไป …… ขอให้พวกเรา
อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ …… โอกาสที่พิเศษสุด…… แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่
โดยไม่ใส่ใจกับความ….. อยาก …
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น …….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า ……. สักวันหนึ่ง …….. ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง…
ขอบคุณข้อความดีๆจาก บ้านมหาดอทคอม
จากข้อความข้างบนทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้เขียนมันลงไปเองยังไงยังงั้น เพราะมีมากมายหลายคน มักจะอยากเก็บของบางอย่างไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ซื้อเสื้อผ้ามาเพื่อใส่ในวันนั้นวันเดียว หรือ ซื้อน้ำหอมแพงๆมาแต่จะเอาใช้แค่ในบางโอกาส ซึ่งจริงๆแล้ว ทุกๆวันนี้เป็นวันพิเศษทุกๆวัน เพราะแค่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็เป็นวันพิเศษทุกๆวันอยู่แล้ว
ผมไม่เคยจะเสียดาย หากผมอยากจะทำอะไรสักอย่าง หากนั่นมันคือความสุข [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง<br />
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง<br />
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง<br />
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น<br />
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า<br />
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…..</p>
<p>เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง<br />
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง<br />
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง<br />
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>ดังนั้น …… จากนี้ไป …… ขอให้พวกเรา<br />
อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ<br />
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ …… โอกาสที่พิเศษสุด…… แล้ว<br />
จงแสวงหา การหยั่งรู้ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่<br />
โดยไม่ใส่ใจกับความ….. อยาก …<br />
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น …….<br />
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป<br />
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด<br />
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย<br />
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้</strong></font></p>
<p>เอาคำพูดที่ว่า ……. สักวันหนึ่ง …….. ออกไปเสียจากพจนานุกรม<br />
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน<br />
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น<br />
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง…</p>
<p><strong>ขอบคุณข้อความดีๆจาก <a href="http://www.baanmaha.com/community/thread33542.html" target="_blank">บ้านมหาดอทคอม</a></strong></p>
<p>จากข้อความข้างบนทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้เขียนมันลงไปเองยังไงยังงั้น เพราะมีมากมายหลายคน มักจะอยากเก็บของบางอย่างไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ซื้อเสื้อผ้ามาเพื่อใส่ในวันนั้นวันเดียว หรือ ซื้อน้ำหอมแพงๆมาแต่จะเอาใช้แค่ในบางโอกาส ซึ่งจริงๆแล้ว ทุกๆวันนี้เป็นวันพิเศษทุกๆวัน เพราะแค่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็เป็นวันพิเศษทุกๆวันอยู่แล้ว</p>
<p>ผมไม่เคยจะเสียดาย หากผมอยากจะทำอะไรสักอย่าง หากนั่นมันคือความสุข คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นสุข ผมพร้อมที่จะทำ หลายๆคนคอยผลัดผ่อนความต้องการของตัวเองอยู่เสมอๆ หัวใจของตนเองบอกว่าอยากกิน อยากเที่ยว อยากไปที่ต่างๆ แต่ก็ต้องห้ามใจตัวเองอยู่เสมอๆว่า <font color="#ff0000"><strong>เดี๋ยวเราค่อยไป เดี๋ยวเราค่อยทำ</strong></font> บางคนปล่อยให้มันล่วงเลยมาค่อนชีวิตก็มี</p>
<p>ใครจะรู้ว่าเราจะมีชีวิตยืนยาวแค่ไหน พรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ปีหน้า เราอาจจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้ แล้วทำไม ไม่ทำวันนี้ ตอนนี้ ให้ชีวิตตัวเองมีความสุขกับโลกใบนี้ให้มากที่สุด</p>
<p>เวลาที่ผมอยากจะทำอะไรผมก็ทำ เช่นอยากไปอินทนนท์ ผมก็หยิบมอไซค์ บิดไปเที่ยวคนเดียวก็เคยอยู่บ่อยครั้ง อย่ามัวแต่รอโอกาส อย่ามัวแต่รอผู้อื่น โอกาสคือสิ่งที่เราให้มัน ไม่ใช่ให้คนอื่นมามอบให้เรา</p>
<p>จงใช้โอกาสที่ท่านได้ยืนอยู่บนโลกใบนี้และวันพิเศษที่มีอยู่ทุกๆวัน เก็บเกี่ยวเอาความสุขบนโลกใบนี้ไว้กับตัวเองดีกว่านะ อย่ามัวแต่เอาเวลาไปนั่งอิจฉาคนอื่น นินทาคนอื่น จับผิดผู้อื่น หรือเกลียดชังคนอื่นเลย เอาเวลาหาความสุขให้ตัวเองดีกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>

