<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!-- generator="wordpress/2.3.1" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	>

<channel>
	<title>เขาเรียกผมว่า เว็บมาสเตอร์</title>
	<link>http://www.myblog.in.th</link>
	<description>ทางไม่ได้มีแค่เส้นเดียว อยู่ที่คุณจะเลือกเดินเส้นทางใด</description>
	<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 04:33:13 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.3.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>เราวิ่งตามอะไรกัน&#8230;ในชีวิต</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 04:33:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Forward Mail]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/</guid>
		<description><![CDATA[มีเรื่องเล่าว่า&#8230; มีพระองค์หนึ่ง&#8230;ชอบทำอะไรแปลกๆ&#8230;
วันหนึ่ง&#8230;พวกกรุงเทพฯ&#8230;เอากฐินไปทอดที่วัด&#8230;
จัดงานกันใหญ่โต&#8230;มีหนัง&#8230;มีลิเก&#8230;มีดนตรี&#8230;ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน&#8230;
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา&#8230;
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา&#8230;
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง&#8230;แล้วเอาเชือกมาด้วย&#8230;
หลวงพ่อจัดการ&#8230;เอาเนื้อ&#8230;ผูกติดกับหลังหมา&#8230;
ผูกเสร็จ&#8230;ก็ปล่อยหมา &#8230;
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง&#8230;ก็ไล่งับ&#8230;
พอหัวโดดงับ&#8230;ตัวก็ขยับหนี&#8230;
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง&#8230;
ยิ่งโดดงับเร็ว&#8230;ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว&#8230;
โดดไม่หยุด&#8230;เนื้อก็หนีไม่หยุด&#8230;น่าสงสารหมามาก&#8230;
หมาโดดอยู่นาน&#8230;งับเท่าไหร่&#8230;เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที&#8230;
ผู้คนบนศาลา&#8230;พากันหัวเราะชอบใจ&#8230;
หัวเราะเยาะหมา&#8230;ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้&#8230;
ไล่งับ&#8230;จะกินเนื้อ&#8230;ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต&#8230;
หลวงพ่อ&#8230;มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว&#8230;
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา&#8230;
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า&#8230;
&#8220;มนุษย์เรา&#8230;มีความรู้สึกว่า&#8230;ตัวเองพร่อง&#8230;ตัวเองยังไม่เต็ม&#8230;
ต้องเติมตลอดเวลา&#8230;เติมไม่หยุด&#8230;เพื่อให้ตัวเองเต็ม&#8230;
อยากสวย&#8230;อยากทันสมัย&#8230;
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด&#8230;ทันสมัยที่สุดใส่&#8230;
ดีใจได้เดือนเดียว&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;สวยกว่า&#8230;ทันสมัยกว่า&#8230;
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่&#8230;
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน&#8230;รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว&#8230;
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด&#8230;
๒ เดือนต่อมา&#8230;มีรุ่นใหม่กว่าออกมา&#8230;ของเราตกรุ่น&#8230;
ซื้อรถเบนซ์&#8230;ทันสมัยที่สุด&#8230;แพงมาก&#8230;
ขับได้ ๖ เดือน&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;
ทันสมัยกว่า&#8230;แพงกว่า&#8230;ของเรากลายเป็นเชย&#8230;
เราต้องก้มหน้าก้มตา&#8230;ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน&#8230;หาเงินมา&#8230;
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย&#8230;
ซื้อเสื้อผ้าใหม่&#8230;มือถือใหม่&#8230;คอมพิวเตอร์ใหม่&#8230;รถยนต์คันใหม่&#8230;
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส&#8230;
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น&#8230;
ปัจจุบัน&#8230;
เรากำลังไล่งับความทันสมัย&#8230;เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน&#8230;
ทั้งที่รู้ว่า&#8230;ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต&#8230;ก็ไม่มีทางตามทัน&#8230;
น่าสงสารไหมโยม&#8230;.&#8221;
คนเต็มศาลา&#8230;เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น&#8230;
ด่าว่า&#8230;หมามันโง่&#8230;
ตอนนี้เงียบสนิท&#8230;เหมือนไม่มีคนอยู่&#8230;
ไม่รู้ว่า&#8230;กำลังสงสารหมา&#8230;
หรือ&#8230;กำลังทบทวนความโง่&#8230;ตัวเอง
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font color="#0000ff"><strong>มีเรื่องเล่าว่า&#8230; มีพระองค์หนึ่ง&#8230;ชอบทำอะไรแปลกๆ&#8230;<br />
วันหนึ่ง&#8230;พวกกรุงเทพฯ&#8230;เอากฐินไปทอดที่วัด&#8230;</p>
<p>จัดงานกันใหญ่โต&#8230;มีหนัง&#8230;มีลิเก&#8230;มีดนตรี&#8230;ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน&#8230;<br />
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา&#8230;<br />
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา&#8230;<br />
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง&#8230;แล้วเอาเชือกมาด้วย&#8230;<br />
หลวงพ่อจัดการ&#8230;เอาเนื้อ&#8230;ผูกติดกับหลังหมา&#8230;<br />
ผูกเสร็จ&#8230;ก็ปล่อยหมา &#8230;<br />
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง&#8230;ก็ไล่งับ&#8230;<br />
พอหัวโดดงับ&#8230;ตัวก็ขยับหนี&#8230;<br />
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง&#8230;<br />
ยิ่งโดดงับเร็ว&#8230;ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว&#8230;<br />
โดดไม่หยุด&#8230;เนื้อก็หนีไม่หยุด&#8230;น่าสงสารหมามาก&#8230;</p>
<p>หมาโดดอยู่นาน&#8230;งับเท่าไหร่&#8230;เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที&#8230;<br />
ผู้คนบนศาลา&#8230;พากันหัวเราะชอบใจ&#8230;<br />
หัวเราะเยาะหมา&#8230;ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้&#8230;<br />
ไล่งับ&#8230;จะกินเนื้อ&#8230;ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต&#8230;</p>
<p>หลวงพ่อ&#8230;มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว&#8230;<br />
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา&#8230;<br />
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า&#8230;</strong></font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>&#8220;มนุษย์เรา&#8230;มีความรู้สึกว่า&#8230;ตัวเองพร่อง&#8230;ตัวเองยังไม่เต็ม&#8230;<br />
ต้องเติมตลอดเวลา&#8230;เติมไม่หยุด&#8230;เพื่อให้ตัวเองเต็ม&#8230;</p>
<p>อยากสวย&#8230;อยากทันสมัย&#8230;<br />
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด&#8230;ทันสมัยที่สุดใส่&#8230;<br />
ดีใจได้เดือนเดียว&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;สวยกว่า&#8230;ทันสมัยกว่า&#8230;<br />
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่&#8230;<br />
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน&#8230;รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว&#8230;</p>
<p>ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด&#8230;<br />
๒ เดือนต่อมา&#8230;มีรุ่นใหม่กว่าออกมา&#8230;ของเราตกรุ่น&#8230;</p>
<p>ซื้อรถเบนซ์&#8230;ทันสมัยที่สุด&#8230;แพงมาก&#8230;<br />
ขับได้ ๖ เดือน&#8230;มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว&#8230;<br />
ทันสมัยกว่า&#8230;แพงกว่า&#8230;ของเรากลายเป็นเชย&#8230;</p>
<p>เราต้องก้มหน้าก้มตา&#8230;ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน&#8230;หาเงินมา&#8230;<br />
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย&#8230;<br />
ซื้อเสื้อผ้าใหม่&#8230;มือถือใหม่&#8230;คอมพิวเตอร์ใหม่&#8230;รถยนต์คันใหม่&#8230;<br />
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส&#8230;<br />
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น&#8230;</p>
<p>ปัจจุบัน&#8230;<br />
เรากำลังไล่งับความทันสมัย&#8230;เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน&#8230;<br />
ทั้งที่รู้ว่า&#8230;ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต&#8230;ก็ไม่มีทางตามทัน&#8230;<br />
น่าสงสารไหมโยม&#8230;.&#8221;</p>
<p><font color="#0000ff">คนเต็มศาลา&#8230;เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น&#8230;<br />
ด่าว่า&#8230;หมามันโง่&#8230;<br />
ตอนนี้เงียบสนิท&#8230;เหมือนไม่มีคนอยู่&#8230;</font></p>
<p>ไม่รู้ว่า&#8230;กำลังสงสารหมา&#8230;<br />
หรือ&#8230;กำลังทบทวนความโง่&#8230;ตัวเอง</strong></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/27/what_you_want/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความจริงบางอย่าง &#8230; เกี่ยวกับอวัยวะคนเรา</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Aug 2010 09:16:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/</guid>
		<description><![CDATA[ตา   ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการมอง &#8230; มักจะมีอุณหภูมิสูงมากขึ้น เมื่อเห็นใครได้ดี
หู  ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการฟัง &#8230;  ส่วนมากจะมีน้ำหนักเบา เพื่อความสะดวกในการพกพา
ปาก  ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการพูด &#8230; ส่วนมากจะอยู่ไม่ตรงกับใจ 
จมูก  ►►►  อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ &#8230; ถ้ายื่นเข้าไปในเรื่องของคนอื่น เรียกว่า &#8220;แส่&#8221;
บ่า+ไหล่ ►►►  อวัยวะที่อยู่คู่กันมานาน  ดังคำที่ว่า &#8220;เคียงบ่า เคียงไหล่&#8221; &#8230; มีไว้ให้คนขี้เหงาได้ซบ
หัวใจ  ►►►  อวัยวะ ที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  &#8230;   คนเจ้าชู้ส่วนใหญ่มักเก็บตัวจริง  แล้วนำส่วนที่ถ่ายเอกสารไว้  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font size="2"><font color="Magenta">ตา</font></font>   ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการมอง &#8230; มักจะมี<font color="red">อุณหภูมิสูง</font>มากขึ้น เมื่อเห็นใครได้ดี</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">หู</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการฟัง &#8230;  ส่วนมากจะมีน้ำหนัก<font color="red">เบา</font> เพื่อความสะดวกในการพกพา</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ปาก</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการพูด &#8230; ส่วนมากจะอยู่<font color="red">ไม่ตรงกับใจ </font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">จมูก</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ในการหายใจ &#8230; ถ้ายื่นเข้าไปในเรื่องของคนอื่น เรียกว่า <font color="Red">&#8220;แส่&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">บ่า+ไหล่</font></font> ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่อยู่คู่กันมานาน  ดังคำที่ว่า <font color="Red">&#8220;เคียงบ่า เคียงไหล่&#8221;<font color="Blue"> &#8230; มีไว้ให้<font color="Red">คนขี้เหงา</font>ได้ซบ</font></font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">หัวใจ</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะ ที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  &#8230;   คนเจ้าชู้ส่วนใหญ่มักเก็บตัวจริง  แล้วนำส่วนที่ถ่ายเอกสารไว้  ไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อ</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ปอด</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่ใช้ฟอกโลหิต  &#8230;  ถ้า <font color="Red">&#8220;ปอดแหก&#8221; <font color="Blue">จะเก็บความกล้าหาญไว้ไม่ได้</font></font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">นม</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่สุภาพสตรีทั้งหลาย  &#8230;  อยากให้ยื่นไปข้างหน้ามากกว่าพุง   ส่วนสุภาพบุรุษ คิดว่า <font color="Red">&#8220;บ่ได่กิน &#8230; บายซื่อซื่อกะมีแฮง&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ศอก</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่เป็นข้อต่อระหว่าง ท่อนแขนส่วนบนกับท่อนแขนส่วนล่าง  มีไว้เป็นอาวุธประจำกาย  &#8230;  หรือใช้<font color="red">รองน้ำดื่ม</font>สำหรับผู้หญิงที่มาทีหลัง</font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">สะดือ</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">เป็นอวัยวะที่ใช้เชื่อมต่อกับแม่  ยามอยู่ในครรภ์  &#8230;  เมื่อใดใช้วัดความสุภาพ  &#8230;  <font color="red">ต่ำกว่าสะดือถือว่าทะลึ่ง</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ขาอ่อน</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่เชื่อมต่อจากสะโพกลงมา  &#8230;  นิยมใช้ในการประกวด  เพราะเห็นได้ชัดกว่า <font color="Red">&#8220;สมอง&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">หัวเข่า</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">ข้อต่อระหว่างขากับแข้ง  เป็นอาวุธประจำกาย  &#8230;  ผู้หญิงใช้โจมดีจุดอ่อนผู้ชาย  และบางคนใช้<font color="Red">เช็ดน้ำตา<font color="Blue">  นิยมมากสำหรับคนที่<font color="Red">&#8220;รักผัวชาวบ้าน&#8221;</font></font></font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ขนหน้าแข้ง</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">อวัยวะที่วัดระดับฐานะทางการเงิน  &#8230;  <font color="Red">ยิ่งรวยมากขนหน้าแข้งจะร่วงน้อย</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">เท้า</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">เป็นอวัยวะที่ใช้ในการยืน เดิน หรือเป็นอวัยวะที่ใช้ผลัก  ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า <font color="Red">&#8220;ถีบ&#8221;</font></font></font></p>
<p><font size="2"><font color="Magenta">ตัว</font></font>  ►►►  <font size="2"><font color="Blue">เป็นชิ้นส่วนใหญ่ของร่างกาย  ให้อวัยวะอื่นได้พักพิง  &#8230;  <font color="Red">จะลืมกันมากในเวลาได้ดี</font></font></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/24/body/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>มองมุมกลับบ้าง ชีวิตคงดีขึ้น</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2010 08:02:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/</guid>
		<description><![CDATA[คำถาม
“ทำไมนกกระยางจึงยืนขาเดียว เวลาหลับ“
ถ้ายังคิดไม่ออกนั่น ในเวลาห้านาที ก็คงเป็น
เพราะคุณมัวแต่จะถามตัวเองใช่ไหมว่า…
ทำไมนกกระยางถึงยืนขาเดียว ทำไมมันไม่ยืนสองขา
ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่สิว่า…
ทำไมมันหดขาเดียว ทำไมมันไม่หดสองขา
คำตอบก็มาทันทีว่า
“ถ้ามันหดทั้งสองขา มันก็ต้องล้มสินะ“
ปริศนาข้อนี้ตอบได้ง่าย หากเราเปลี่ยนมุมมอง
หรือตั้งคำถามเสียใหม่นกกระยางขาเดียว
กับนกกระยางหดขาเดียวที่จริงก็คือสิ่งเดียวกัน
แต่เป็นภาพอันเกิดจากมุมมองที่ต่างกันและ
สามารถชักนำความคิดของเราไปคนละทิศละทาง
ได้การเปลี่ยนคำถามหรือมุมมอง
มีผลเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้
คงมีหลายครั้งที่เรารู้สึกเศร้าสร้อยน้อยใจเฝ้าบ่นในใจ
ว่า “ทำไมเขาไม่เข้าใจเราเลย“
การตอกย้ำกับตัวเองด้วยความคิดอย่างนี้บางที
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากตัวเองจะทุกข์แล้ว
ยังทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีก
ลองเปลี่ยนมุมมองหรือตั้งคำถามใหม่สิว่า
“แล้วเราล่ะ เข้าใจเขาบ้างหรือเปล่า” 
การถามแบบนี้อาจช่วยให้เราพบสาเหตุที่แท้จริง
ของปัญหาก็ได้ เพราะอันที่จริง
เราเองก็คงไม่ได้เข้าใจเหมือนกันสัมพันธภาพ
ของผู้คนมักจะมีปัญหา
เพราะทุกคนคิดแต่จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง
แต่ไม่พยายามหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเข้าใจคนอื่น
ถึงตรงนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา”
แต่อยู่ที่ “ทำไมเราถึงไม่เข้าใจเขา” 
และ “ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเขาได้“
ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่ชอบบ่นในใจว่า
“ทำไมฉันถึงซวยอย่างนี้”
หากเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า
“ทำไมฉันชอบบ่นอย่างนี้”
เราอาจได้คิดและ
ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ไม่ท้อแท้ หรืองอมืองอเท้าเหมือนเก่า
การรู้จักคำถามเป็นศิลปะสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต
ทุกวันนี้ เราถูกสอนให้สนใจคำตอบ จนลืมว่าคำถามนั้น
สำคัญกว่าคำตอบมาก คำถามนั้นเป็นตัวกำหนดคำตอบ
พูดอีกอย่างก็คือ
คำถามเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา
ถ้าตั้งคำถามผิด ก็พาความคิดของเราเข้ารกเข้าพงซ้ำ
อาจพาชีวิตหลงทางไปด้วย คนหลายๆๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่
หลายคนชอบถามในใจ เวลามีงานกองอยู่ข้างหน้าว่า
“ฉันจะทำได้หรือ“
คำถามอย่างนี้ชวนให้ท้อ แต่ความรู้สึกของเรา
จะเปลี่ยนไปหากเราถามตัวเองใหม่ว่า
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้” 
อย่างไรก็ตามบ่อยครั้ง
อุปสรรคไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า ทำได้หรือไม่ได้ หากอยู่ที่แรงจูงใจ
มีคำถามหนึ่งซึ่งคุณหมอประเวศ วะสี
บอกว่าเป็นคำถามที่น่าเกลียดที่สุด
แต่เป็นคำถามที่กำลังระบาดไปทั่วสังคมไทยนั่นก็คือคำถามว่า
“ทำแล้วฉันจะได้อะไร”  
คำถามอย่างนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นทำให้
จิตใจแคบลง และหาความสุขได้ยาก
จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราถามใหม่ว่า
“ทำแล้วส่วนรวม (หรือสังคม) จะได้อะไร“
การคำนึงถึงส่วนรวม โดยเริ่มต้นจากคำถามแบบนี้
จะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น และคนที่เสียสละ
เพื่อส่วนรวมก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามของญาติมิตรว่า
“ทำแล้วเธอได้อะไร” 
หรือถูกตั้งข้อสงสัยว่า
&#8220;ได้ไปเท่าไหร่“
การถามว่า ใคร กับ ทำไม ให้ผลที่แตกต่างกันมาก
เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นมา คนส่วนใหญ่มักสนใจ
ว่า “ใครทำ” แต่ไม่ค่อยถามว่า “ทำไมเขาจึงทำ” 
คำถามแรกนั้นเพียงแต่สนองความอยากรู้อยากเห็น
แต่คำถามหลัง ช่วยให้เห็นสาเหตุของปัญหาและอาจนำมา
เป็นบทเรียนแก่ตนเองได้
อย่างไรก็ตาม คงไม่มีคำถามใดสำคัญ
เท่ากับคำถามเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของเราเอง
ถ้าเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับการถามตัวเองไม่รู้จบว่า
“เมื่อไหร่ฉันถึงจะรวยเสียที”
ลองเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า
“เมื่อไหร่ฉันถึงจะพอเสียที“
ลองเหลียวดูรอบตัวเถิด ตอนนี้เราอาจร่ำรวยอยู่
แล้วก็ได้ แต่ยังไม่พอใจเสียที เพราะเอาแต่ชะเง้อมองคนอื่น
ที่มีมากกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คำถาม<br />
<strong>“ทำไมนกกระยางจึงยืนขาเดียว เวลาหลับ“</strong></p>
<p>ถ้ายังคิดไม่ออกนั่น ในเวลาห้านาที ก็คงเป็น<br />
เพราะคุณมัวแต่จะถามตัวเองใช่ไหมว่า…<br />
ทำไมนกกระยางถึงยืนขาเดียว ทำไมมันไม่ยืนสองขา<br />
ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่สิว่า…</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>ทำไมมันหดขาเดียว ทำไมมันไม่หดสองขา<br />
คำตอบก็มาทันทีว่า</strong></font></p>
<p><strong>“ถ้ามันหดทั้งสองขา มันก็ต้องล้มสินะ“</strong></p>
<p>ปริศนาข้อนี้ตอบได้ง่าย หากเราเปลี่ยนมุมมอง<br />
หรือตั้งคำถามเสียใหม่นกกระยางขาเดียว<br />
กับนกกระยางหดขาเดียวที่จริงก็คือสิ่งเดียวกัน<br />
แต่เป็นภาพอันเกิดจากมุมมองที่ต่างกันและ<br />
สามารถชักนำความคิดของเราไปคนละทิศละทาง<br />
ได้การเปลี่ยนคำถามหรือมุมมอง<br />
มีผลเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราได้</p>
<p>คงมีหลายครั้งที่เรารู้สึกเศร้าสร้อยน้อยใจเฝ้าบ่นในใจ<br />
ว่า <font color="#ff0000"><strong>“ทำไมเขาไม่เข้าใจเราเลย“</strong></font><br />
การตอกย้ำกับตัวเองด้วยความคิดอย่างนี้บางที<br />
ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากตัวเองจะทุกข์แล้ว<br />
ยังทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีก</p>
<p>ลองเปลี่ยนมุมมองหรือตั้งคำถามใหม่สิว่า</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“แล้วเราล่ะ เข้าใจเขาบ้างหรือเปล่า” </strong></font></p>
<p><strong>การถามแบบนี้อาจช่วยให้เราพบสาเหตุที่แท้จริง<br />
ของปัญหาก็ได้ เพราะอันที่จริง</strong></p>
<p>เราเองก็คงไม่ได้เข้าใจเหมือนกันสัมพันธภาพ<br />
ของผู้คนมักจะมีปัญหา</p>
<p>เพราะทุกคนคิดแต่จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง<br />
แต่ไม่พยายามหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเข้าใจคนอื่น</p>
<p>ถึงตรงนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า<br />
<font color="#ff0000"><strong>“ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา”</strong></font></p>
<p>แต่อยู่ที่ <font color="#ff0000"><strong>“ทำไมเราถึงไม่เข้าใจเขา” </strong></font></p>
<p>และ <font color="#ff0000"><strong>“ทำอย่างไรเราถึงจะเข้าใจเขาได้“</strong></font></p>
<p>ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่ชอบบ่นในใจว่า</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำไมฉันถึงซวยอย่างนี้”</strong></font></p>
<p>หากเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำไมฉันชอบบ่นอย่างนี้”</strong></font></p>
<p><strong>เราอาจได้คิดและ<br />
ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ไม่ท้อแท้ หรืองอมืองอเท้าเหมือนเก่า</strong></p>
<p><font color="#000000">การรู้จักคำถามเป็นศิลปะสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต<br />
ทุกวันนี้ เราถูกสอนให้สนใจคำตอบ จนลืมว่าคำถามนั้น<br />
สำคัญกว่าคำตอบมาก คำถามนั้นเป็นตัวกำหนดคำตอบ<br />
พูดอีกอย่างก็คือ</font></p>
<p><font color="#000000">คำถามเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา<br />
ถ้าตั้งคำถามผิด ก็พาความคิดของเราเข้ารกเข้าพงซ้ำ<br />
อาจพาชีวิตหลงทางไปด้วย คนหลายๆๆ คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่<br />
หลายคนชอบถามในใจ เวลามีงานกองอยู่ข้างหน้าว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ฉันจะทำได้หรือ“</strong></font></p>
<p><font color="#000000">คำถามอย่างนี้ชวนให้ท้อ แต่ความรู้สึกของเรา<br />
จะเปลี่ยนไปหากเราถามตัวเองใหม่ว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำไมฉันจะทำไม่ได้”</strong> </font></p>
<p><font color="#000000">อย่างไรก็ตามบ่อยครั้ง<br />
อุปสรรคไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า ทำได้หรือไม่ได้ หากอยู่ที่แรงจูงใจ</font></p>
<p><font color="#000000">มีคำถามหนึ่งซึ่งคุณหมอประเวศ วะสี<br />
บอกว่าเป็นคำถามที่น่าเกลียดที่สุด<br />
แต่เป็นคำถามที่กำลังระบาดไปทั่วสังคมไทยนั่นก็คือคำถามว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำแล้วฉันจะได้อะไร”</strong>  </font></p>
<p><font color="#000000">คำถามอย่างนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นทำให้<br />
จิตใจแคบลง และหาความสุขได้ยาก<br />
จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราถามใหม่ว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำแล้วส่วนรวม (หรือสังคม) จะได้อะไร“</strong></font></p>
<p><font color="#000000">การคำนึงถึงส่วนรวม โดยเริ่มต้นจากคำถามแบบนี้<br />
จะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น และคนที่เสียสละ<br />
เพื่อส่วนรวมก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามของญาติมิตรว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“ทำแล้วเธอได้อะไร”</strong> </font></p>
<p><font color="#000000">หรือถูกตั้งข้อสงสัยว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>&#8220;ได้ไปเท่าไหร่“</strong></font></p>
<p><font color="#000000">การถามว่า ใคร กับ ทำไม ให้ผลที่แตกต่างกันมาก<br />
เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นมา คนส่วนใหญ่มักสนใจ</font></p>
<p><font color="#000000">ว่า <strong>“ใครทำ”</strong> แต่ไม่ค่อยถามว่า <strong>“ทำไมเขาจึงทำ”</strong> </font></p>
<p><font color="#000000">คำถามแรกนั้นเพียงแต่สนองความอยากรู้อยากเห็น<br />
แต่คำถามหลัง ช่วยให้เห็นสาเหตุของปัญหาและอาจนำมา<br />
เป็นบทเรียนแก่ตนเองได้</font></p>
<p><font color="#000000">อย่างไรก็ตาม คงไม่มีคำถามใดสำคัญ<br />
เท่ากับคำถามเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของเราเอง<br />
ถ้าเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับการถามตัวเองไม่รู้จบว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“เมื่อไหร่ฉันถึงจะรวยเสียที”</strong></font></p>
<p><font color="#000000">ลองเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า</font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“เมื่อไหร่ฉันถึงจะพอเสียที“</strong></font></p>
<p><strong><font color="#000000">ลองเหลียวดูรอบตัวเถิด ตอนนี้เราอาจร่ำรวยอยู่<br />
แล้วก็ได้ แต่ยังไม่พอใจเสียที เพราะเอาแต่ชะเง้อมองคนอื่น<br />
ที่มีมากกว่า แต่ถึงแม้เราจะยังไม่รวย ก็ให้พยายาม<br />
บ่มเพราะความพอใจในสิ่งที่ตนมีแล้วเราจะพบกับ<br />
ความร่ำรวยชนิดที่ไม่มีใครสามารถมาแย่งชิงได้เมื่อ</font></strong></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>“เรารู้จักคำว่าพอเพียง“…</strong></font></p>
<p><font color="#000000">ขอบคุณข้อความดีๆจาก <a href="http://www.baanmaha.com/community/thread25178.html" target="_blank">http://www.baanmaha.com/community/thread25178.html</a></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/19/convert_think/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หนุ่มบ้านนอก ( ดีจัง ) อยากให้อ่าน</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Aug 2010 01:00:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/</guid>
		<description><![CDATA[หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย
เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
จึงนั่งรถมากรุงเทพ
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ
เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า
&#8220;&#8230;ขอโทษครับพี่
ผม&#8230;คือว่า&#8230;.
ผม&#8230;อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ&#8230;&#8221;
เจ้าหน้าที่ ท ี่นั่งรับสมัครอยู่นั้น
ชักสีหน้าทันที
&#8220;&#8230;.อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ&#8221;
หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ
&#8220;&#8230;ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ&#8221;
&#8220;งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..&#8221;
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย
&#8220;&#8230;เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ
กลับไปเถอะ&#8221;
หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย
และเมื่อไม่รู้ว่า! จะทำอะไรได้ในกรุงเทพ
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย
นั่งรถ ซ มซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก
แต่เมื่อกลับถึงบ้าน
จึงนึกขึ้นได้ว่า
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว
ด้วยความเจ็บใจ
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น
และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .
อาจเป็นบุญในปางบรรพ์
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น
ออกผลอย่างงดงาม
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .
หลายสิบปีต่อมา
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน
บัดนี้
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น
ก็กลายเป็นชายชรา
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุ! ดในจังหวัด
และภูมิภาคนั้น
…
อยู่มาปีหนึ่ง
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล
และชำระบัญชีเรียบร้อย
โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว
พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก
เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว
เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว
ผู้จัดการก็แตะข้อศอก
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา
&#8220;ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ&#8221;
พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ
&#8220;พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุง! ทีเถิด
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก&#8230;.&#8221;
ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ
&#8220;&#8230; เอ่อ&#8230;ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ&#8230;
&#8230;เอ่อ&#8230;ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ
คือ&#8230;.พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้
แต่&#8230;&#8221; ผู้จัดการ ชะงัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง<br />
เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพ<br />
ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย</p>
<p>เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า<br />
มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพ<br />
กำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา</p>
<p>จึงนั่งรถมากรุงเทพ<br />
และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้)<br />
สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น<br />
ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ</p>
<p>เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ<br />
จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง<br />
และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ<br />
นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ<br />
ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า</p>
<p>&#8220;&#8230;ขอโทษครับพี่<br />
ผม&#8230;คือว่า&#8230;.<br />
ผม&#8230;อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ&#8230;&#8221;</p>
<p>เจ้าหน้าที่ ท ี่นั่งรับสมัครอยู่นั้น<br />
ชักสีหน้าทันที</p>
<p>&#8220;&#8230;.อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน<br />
ถึงจะตำแหน่งแค่ นักการภารโรง<br />
ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา<br />
แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ&#8221;</p>
<p>หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด<br />
ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ</p>
<p>&#8220;&#8230;ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ<br />
แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่<br />
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ&#8221;</p>
<p>&#8220;งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..&#8221;<br />
เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้ คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย</p>
<p>&#8220;&#8230;เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ<br />
อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ<br />
ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ<br />
กลับไปเถอะ&#8221;</p>
<p>หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน<br />
ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย</p>
<p>และเมื่อไม่รู้ว่า! จะทำอะไรได้ในกรุงเทพ<br />
ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย<br />
นั่งรถ ซ มซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก</p>
<p>แต่เมื่อกลับถึงบ้าน<br />
จึงนึกขึ้นได้ว่า<br />
ตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก<br />
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย<br />
มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว<br />
ด้วยความเจ็บใจ<br />
จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม<br />
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น</p>
<p>และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย<br />
อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .</p>
<p>อาจเป็นบุญในปางบรรพ์<br />
ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้<br />
ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา<br />
สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้น<br />
ออกผลอย่างงดงาม<br />
และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี<br />
กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง<br />
ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .</p>
<p>หลายสิบปีต่อมา<br />
จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน<br />
และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน</p>
<p>บัดนี้<br />
หนุ่มบ้านนอกคนนั้น<br />
ก็กลายเป็นชายชรา<br />
ที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ<br />
พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุ! ดในจังหวัด<br />
และภูมิภาคนั้น<br />
…<br />
อยู่มาปีหนึ่ง<br />
เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล<br />
และชำระบัญชีเรียบร้อย</p>
<p>โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา<br />
และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว</p>
<p>พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน<br />
นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ<br />
เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก</p>
<p>เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว<br />
พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่<br />
ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว</p>
<p>เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว<br />
ผู้จัดการก็แตะข้อศอก<br />
ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง<br />
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา</p>
<p>&#8220;ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ<br />
ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง<br />
ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้<br />
รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ&#8221;</p>
<p>พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ<br />
ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ<br />
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ</p>
<p>&#8220;พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุง! ทีเถิด<br />
ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก&#8230;.&#8221;</p>
<p>ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด<br />
พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุดๆ</p>
<p>&#8220;&#8230; เอ่อ&#8230;ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ&#8230;<br />
&#8230;เอ่อ&#8230;ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ<br />
คือ&#8230;.พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่<br />
ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง<br />
ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้<br />
แต่&#8230;&#8221; ผู้จัดการ ชะงัก ด้วยความเกรงใจ</p>
<p>และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมา<br />
ด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริงจริง</p>
<p>&#8220;&#8230;แต่ พ่อเลี้ยงอ่านหนังสือไม่ออก<br />
และเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ&#8230;&#8221;</p>
<p>&#8220;&#8230;พ่อหนุ่ม&#8221; พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี</p>
<p>&#8220;&#8230;ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ&#8230;&#8221;</p>
<p>แกถอนหายใจยาว</p>
<p>ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผู้จัดการถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า</p>
<p><font color="#339966"><strong>&#8220;&#8230;ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ&#8230;&#8221;</strong></font></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่คนอื่นมองเรา<br />
แต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา<br />
โอกาสยังมีอยู่เสมอ ขอเพียงแต่มองไปรอบๆ<br />
ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำได้ และทำให้เต็มความสามารถ<br />
แล้วดอกผลจะตามมาเอง </strong></font></p>
<p><strong>ขอบคุณข้อความดีๆจาก <a href="http://www.baanmaha.com/community/thread34002.html" target="_blank">บ้านมหาดอทคอม</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/08/02/farmers/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ลิงกับลา (ในออฟฟิศ)</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 07:32:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/</guid>
		<description><![CDATA[หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยง ไว้เป็นเพื่อนสองตัว  คือ ลิงและลา
วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอา เชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง  เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัว เดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป  ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อย ๆ    คลายปมเชือกออกจากคอของมัน  อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย
หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น    ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว  ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว  อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้าน มาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลา  ได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉย ๆ สักครู่หนึ่ง  หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง  ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง
ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลา  เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ
ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง     ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้ แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เธอทั้งหลาย&#8230;  
เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย
ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของ
หญิงชาวบ้าน  ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้    เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว    เธอมองเห็น ข้าวของเสียหาย  และมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ    แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก
และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย  เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้ และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือลิง    ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจ ร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยง ไว้เป็นเพื่อนสองตัว  คือ ลิงและลา</p>
<p>วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอา เชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง  เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัว เดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป  ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อย ๆ    คลายปมเชือกออกจากคอของมัน  อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย</p>
<p>หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น    ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว  ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว  อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้าน มาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลา  ได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉย ๆ สักครู่หนึ่ง  หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง  ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง</p>
<p>ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลา  เพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ</p>
<p>ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง     ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้ แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย</p>
<p><font color="#0000ff"><strong>เธอทั้งหลาย&#8230;  </strong></font><br />
<font color="#0000ff">เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย<br />
ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำของ<br />
หญิงชาวบ้าน  ที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้    เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว    เธอมองเห็น ข้าวของเสียหาย  และมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ    แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก<br />
และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย  เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้ และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือลิง    ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจ ร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและ ฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน  </font><br />
เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำที่ <strong>“ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา  แต่ลารับเคราะห์”</strong>  <strong><font color="#ff0000">ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม</font> <font color="#0000ff">ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง  พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง</font></strong> นายที่ดีไม่ควรปล่อย ให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้   ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริง   เพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมาน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/07/30/monkey/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อคิดดีๆสำหรับชีวิต</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 08:12:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<category><![CDATA[วันพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…..
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น …… จากนี้ไป …… ขอให้พวกเรา
อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ …… โอกาสที่พิเศษสุด…… แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่
โดยไม่ใส่ใจกับความ….. อยาก …
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น …….
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า ……. สักวันหนึ่ง …….. ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง…
ขอบคุณข้อความดีๆจาก บ้านมหาดอทคอม
จากข้อความข้างบนทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้เขียนมันลงไปเองยังไงยังงั้น เพราะมีมากมายหลายคน มักจะอยากเก็บของบางอย่างไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ซื้อเสื้อผ้ามาเพื่อใส่ในวันนั้นวันเดียว หรือ ซื้อน้ำหอมแพงๆมาแต่จะเอาใช้แค่ในบางโอกาส ซึ่งจริงๆแล้ว ทุกๆวันนี้เป็นวันพิเศษทุกๆวัน เพราะแค่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็เป็นวันพิเศษทุกๆวันอยู่แล้ว
ผมไม่เคยจะเสียดาย หากผมอยากจะทำอะไรสักอย่าง หากนั่นมันคือความสุข [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง<br />
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง<br />
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง<br />
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น<br />
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า<br />
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น…..</p>
<p>เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง<br />
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง<br />
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง<br />
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>ดังนั้น …… จากนี้ไป …… ขอให้พวกเรา<br />
อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ<br />
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ …… โอกาสที่พิเศษสุด…… แล้ว<br />
จงแสวงหา การหยั่งรู้ จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่<br />
โดยไม่ใส่ใจกับความ….. อยาก …<br />
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น …….<br />
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป<br />
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด<br />
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย<br />
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้</strong></font></p>
<p>เอาคำพูดที่ว่า ……. สักวันหนึ่ง …….. ออกไปเสียจากพจนานุกรม<br />
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน<br />
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น<br />
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง…</p>
<p><strong>ขอบคุณข้อความดีๆจาก <a href="http://www.baanmaha.com/community/thread33542.html" target="_blank">บ้านมหาดอทคอม</a></strong></p>
<p>จากข้อความข้างบนทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้เขียนมันลงไปเองยังไงยังงั้น เพราะมีมากมายหลายคน มักจะอยากเก็บของบางอย่างไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ซื้อเสื้อผ้ามาเพื่อใส่ในวันนั้นวันเดียว หรือ ซื้อน้ำหอมแพงๆมาแต่จะเอาใช้แค่ในบางโอกาส ซึ่งจริงๆแล้ว ทุกๆวันนี้เป็นวันพิเศษทุกๆวัน เพราะแค่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็เป็นวันพิเศษทุกๆวันอยู่แล้ว</p>
<p>ผมไม่เคยจะเสียดาย หากผมอยากจะทำอะไรสักอย่าง หากนั่นมันคือความสุข คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นสุข ผมพร้อมที่จะทำ หลายๆคนคอยผลัดผ่อนความต้องการของตัวเองอยู่เสมอๆ หัวใจของตนเองบอกว่าอยากกิน อยากเที่ยว อยากไปที่ต่างๆ แต่ก็ต้องห้ามใจตัวเองอยู่เสมอๆว่า <font color="#ff0000"><strong>เดี๋ยวเราค่อยไป เดี๋ยวเราค่อยทำ</strong></font> บางคนปล่อยให้มันล่วงเลยมาค่อนชีวิตก็มี</p>
<p>ใครจะรู้ว่าเราจะมีชีวิตยืนยาวแค่ไหน พรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ปีหน้า เราอาจจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้ แล้วทำไม ไม่ทำวันนี้ ตอนนี้ ให้ชีวิตตัวเองมีความสุขกับโลกใบนี้ให้มากที่สุด</p>
<p>เวลาที่ผมอยากจะทำอะไรผมก็ทำ เช่นอยากไปอินทนนท์ ผมก็หยิบมอไซค์ บิดไปเที่ยวคนเดียวก็เคยอยู่บ่อยครั้ง อย่ามัวแต่รอโอกาส อย่ามัวแต่รอผู้อื่น โอกาสคือสิ่งที่เราให้มัน ไม่ใช่ให้คนอื่นมามอบให้เรา</p>
<p>จงใช้โอกาสที่ท่านได้ยืนอยู่บนโลกใบนี้และวันพิเศษที่มีอยู่ทุกๆวัน เก็บเกี่ยวเอาความสุขบนโลกใบนี้ไว้กับตัวเองดีกว่านะ อย่ามัวแต่เอาเวลาไปนั่งอิจฉาคนอื่น นินทาคนอื่น จับผิดผู้อื่น หรือเกลียดชังคนอื่นเลย เอาเวลาหาความสุขให้ตัวเองดีกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/07/27/for_life/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อย่าพยายามคาดหวังกับคนเพียงหนึ่งคน</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/07/14/human-2/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/07/14/human-2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Jul 2010 08:58:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<category><![CDATA[life]]></category>

		<category><![CDATA[love]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/07/14/human-2/</guid>
		<description><![CDATA[การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ คน เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น 
อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว
อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น

อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัวคนเดียว
อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป
เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง
อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป
เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด
อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้
เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที
รักในสิ่งที่เขาเป็น ดีที่สุด 
เรื่องจริงดีๆขอขอบคุณ http://nuning.exteen.com/20060809/entry
หากคุณได้อ่านบทความนี้หรือส่งให้ใครอ่านจะสามารถพิสูจน์ตัวคุณหรือคนที่อ่านได้ว่าเป็นแบบไหน
- หากคนที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนว่า หรือมีคนกำลังว่าให้เรา แสดงว่าคุณได้ทำตามข้อต่างๆเหล่านี้กับคนที่คุณกำลังคบด้วย
- หากคนที่อ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วยกับบทความนี้ แสดงว่าคุณโดนคนที่คุณคบด้วยกระทำสิ่งเหล่านี้กับคุณอยู่
รักษามิตรภาพ ความรัก ความเข้าใจ กันไว้ให้ดีๆนะครับ 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ คน เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น </strong></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป</strong></font><br />
เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป</strong></font><br />
เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น<br />
<font color="#ff0000"><strong><br />
อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป</strong></font><br />
เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัวคนเดียว</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป</strong></font><br />
เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป</strong></font><br />
เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด</p>
<p><font color="#ff0000"><strong>อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้</strong></font><br />
เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที</p>
<p><strong>รักในสิ่งที่เขาเป็น ดีที่สุด </strong></p>
<p>เรื่องจริงดีๆขอขอบคุณ <a href="http://nuning.exteen.com/20060809/entry" target="_blank">http://nuning.exteen.com/20060809/entry</a></p>
<p><strong>หากคุณได้อ่านบทความนี้หรือส่งให้ใครอ่านจะสามารถพิสูจน์ตัวคุณหรือคนที่อ่านได้ว่าเป็นแบบไหน<br />
- หากคนที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนว่า หรือมีคนกำลังว่าให้เรา แสดงว่าคุณได้ทำตามข้อต่างๆเหล่านี้กับคนที่คุณกำลังคบด้วย<br />
- หากคนที่อ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วยกับบทความนี้ แสดงว่าคุณโดนคนที่คุณคบด้วยกระทำสิ่งเหล่านี้กับคุณอยู่</strong></p>
<p><strong>รักษามิตรภาพ ความรัก ความเข้าใจ กันไว้ให้ดีๆนะครับ </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/07/14/human-2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตคู่ที่มั่นคง อบอุ่นไปด้วยความรักความเข้าใจ</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/07/05/family/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/07/05/family/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jul 2010 04:54:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คำคม กินใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิตคู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/07/05/family/</guid>
		<description><![CDATA[ชีวิตคู่ที่มั่นคง อบอุ่นไปด้วยความรักความเข้าใจ  เป็นแหล่งพลังกายและพลังใจอันสำคัญให้เรายืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุข  ด้วยหลักการง่ายๆ คือ ยกย่อง ยินยอม ยืดหยุ่น แยกแยะ และยืนหยัด
ปัจจุบันในสภาวะสภาพแวดล้อมที่การดำเนินชีวิตนั้นยากลำบากกว่าในอดีต  ครอบครัวที่มั่นคงเต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความเข้าใจ  เป็นเสมือนขุมพลังหล่อเลี้ยงและสร้างแรงใจให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่าง  มีความสุขและมีความหวังเพื่ออนาคต  ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ยุคใหม่หลักการ &#8220;5&#8243; ย.  จึงเป็นหลักเบื้องต้นของครอบครัว
ยกย่อง 
สำหรับคู่ชีวิตการยกย่องให้เกียรติกันและกันมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ  การรู้จักยกย่องคู่ชีวิตบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทั้งต่อหน้าและลับหลังนั้น  จะทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่าง ราบรื่นไม่มีปัญหา  แม้ไม่รู้ว่าจะใช้วาจาพูดยกย่องอย่างไร  เบื้องต้นคือต้องไม่นำเอาสามีหรือภรรยาไปพูดคุยอย่างสนุกปาก  เพราะหากใครได้ยินจะเข้าใจว่าสามีภรรยาคู่นี้ไม่ให้เกียรติกันและกัน
ยินยอม 
รู้จัก ยินยอม เออออ ตามใจอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง เพราะคน 2  คนที่มาจากที่ต่างกัน แล้วมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน  ย่อมมีสักครั้งหรือหลายครั้งที่มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน  ในขณะที่การอยู่ร่วมกันนั้นมีหลายเรื่อง  ที่ทั้งคู่จำเป็นต้องตัดสินใจร่วมกัน  ถ้าต่างคนต่างถือเหตุผลของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่มีใครยอมใคร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชีวิตคู่ที่มั่นคง อบอุ่นไปด้วยความรักความเข้าใจ  เป็นแหล่งพลังกายและพลังใจอันสำคัญให้เรายืนหยัดอยู่ได้อย่างมีความสุข  ด้วยหลักการง่ายๆ คือ ยกย่อง ยินยอม ยืดหยุ่น แยกแยะ และยืนหยัด</p>
<p>ปัจจุบันในสภาวะสภาพแวดล้อมที่การดำเนินชีวิตนั้นยากลำบากกว่าในอดีต  ครอบครัวที่มั่นคงเต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความเข้าใจ  เป็นเสมือนขุมพลังหล่อเลี้ยงและสร้างแรงใจให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่าง  มีความสุขและมีความหวังเพื่ออนาคต  ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ยุคใหม่หลักการ &#8220;5&#8243; ย.  จึงเป็นหลักเบื้องต้นของครอบครัว</p>
<p><strong>ยกย่อง </strong><br />
สำหรับคู่ชีวิตการยกย่องให้เกียรติกันและกันมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ  การรู้จักยกย่องคู่ชีวิตบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทั้งต่อหน้าและลับหลังนั้น  จะทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่าง ราบรื่นไม่มีปัญหา  แม้ไม่รู้ว่าจะใช้วาจาพูดยกย่องอย่างไร  เบื้องต้นคือต้องไม่นำเอาสามีหรือภรรยาไปพูดคุยอย่างสนุกปาก  เพราะหากใครได้ยินจะเข้าใจว่าสามีภรรยาคู่นี้ไม่ให้เกียรติกันและกัน</p>
<p><strong>ยินยอม </strong><br />
รู้จัก ยินยอม เออออ ตามใจอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง เพราะคน 2  คนที่มาจากที่ต่างกัน แล้วมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน  ย่อมมีสักครั้งหรือหลายครั้งที่มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน  ในขณะที่การอยู่ร่วมกันนั้นมีหลายเรื่อง  ที่ทั้งคู่จำเป็นต้องตัดสินใจร่วมกัน  ถ้าต่างคนต่างถือเหตุผลของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่มีใครยอมใคร มุ่งแต่จะเอาชนะ  ชีวิตคู่แบบนี้คงอยู่กันไม่ยืด</p>
<p><strong>ยืดหยุ่น </strong><br />
ในการใช้ชีวิตคู่ ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น  และมีเรื่องราวต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตกันและกันมากขึ้น ตอนอยู่กันใหม่ๆ  อะไรๆ ก็พอทนได้พออยู่นานเข้าที่เคยทนได้ ก็เริ่มจะทนไม่ได้รับไม่ได้ขึ้นมา  เพราะเจอเรื่องเดิมๆ ซ้ำซาก  ความจริงชีวิตคู่ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งต้องมีการยึดหยุ่นให้แก่กันและกันมากกว่า  รักกันแรกๆ ต้องรู้จักประนีประนอมยอมความและผ่อนปรน</p>
<p><strong>แยกแยะ </strong><br />
การใช้ชีวิตทั้งในส่วนที่เป็นชีวิตส่วนตัวและชีวิตคู่  มักมีเรื่องราวต่างมาปะปนจนแยกไม่ออก  ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อยนั่นนิดนี่หน่อยปะปนกันก็ยังพอมองข้าม  แต่บางเรื่องเป็นเรื่องที่ปนกันไม่ได้ เช่น  เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวบางคนหงุดหงิดจากที่ทำงานกลับมาบ้านพาลหงุดหงิด  กับภรรยาที่บ้านหรือมีปัญหาที่บ้านแล้วไปโวยวายกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง  อาจส่งผลให้เกิดปัญหาได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ภรรยาบางคนโทรเช็คสามีตลอดวันเป็นการรบกวนสมาธิในการทำงานแทนที่จะซาบซึ้ง  ว่ารักและห่วงใยอาจทนไม่ไหวต้องแยกทางกัน</p>
<p><strong>ยืนหยัด </strong><br />
ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดขึ้นก็ตาม กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ความปรารถนาที่จะมีความสุขสดชื่นตลอดไปในชีวิตคู่ต้องมีใจที่จะยืนหยัด  ต่อสู้ด้วยกันจะสุขจะทุกข์ก็ต้องร่วมกันฟันฝ่า  ใครท้อแท้หรือล้มลงก็ต้องช่วยดึงกันให้ลุกขึ้นยืนใหม่อย่างมั่นคงเข้มแข็ง  ให้ได้</p>
<p>เพราะความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมสร้างได้จากความรัก ความเข้าใจ  และไว้ใจซึ่งกันและกัน รักนั้นจึงจะยืนยาว<br />
<font color="#ff0000"><strong>ความรักเริ่มต้นได้ไม่ยาก  แต่การที่จะให้มันดำเนินไปให้นานที่สุดนั้นยากจริง</strong></font></p>
<p>ขอบคุณข้อความดีๆจาก <a href="http://www.watprasaat.com" target="_blank">วัดปราสาทวนาราม</a></p>
<p><font color="#ff0000"><strong>ลองคิดดูซิว่าชีวิตคู่ของเรานั้นได้ยึดหลักพวกนี้ไว้บ้างหรือยัง ขอให้โชคดีในชีวิตคู่นะ&#8230; </strong></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/07/05/family/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>โครงการปลุกผี Serpico ตอนที่ 1</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/06/25/serpico_part1/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/06/25/serpico_part1/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jun 2010 18:37:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[งานอดิเรก]]></category>

		<category><![CDATA[ไร้สาระ]]></category>

		<category><![CDATA[kawasaki]]></category>

		<category><![CDATA[serpico]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/06/25/serpico_part1/</guid>
		<description><![CDATA[ผมว่าคุณๆคงเคยมีอะไรที่เคยอยากได้เมื่อยามเด็กๆ หรือ ยามวัยรุ่น เหมือนผม และตอนนี้คุณเคย ไขว่คว้า เอามันมาให้ได้บ้างหรือไม่ บางคนอาจจะไขว่ขว้ามา บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่าสมัยก่อนนั้นเราเคยอยากได้อะไร
ผมชอบมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่ขี่มอเตอร์ไซค์เป็น รถคันแรกในชีวิตก็คือ Honda Nova RS Super ซึ่งเป็นรุ่นตามในรูป (รูปแทน)
 
 แต่หากคุณอยู่ในวัยขนาดผม ในสมัยก่อนนู้น คุณคงจะรู้จักรถพวก Honda NSR 150 , Kawasaki KR , Yamaha TZR , Suzuki RG Gamma อะไรประเภทนี้ ซึ่งเป็นรถที่โดนใจวับรุ่นผู้ชายเป็นอย่างมาก ใครมีขี่นี่รับรองสาวตรึม รวมไปถึงผมที่ก็อยากได้รถแนวๆนี้ แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่ได้เป็นคนร่ำรวยอะไรก็เลยไม่มีจะขี่ รถที่ผมอยากได้ตอนนั้นก็คือ Kawasaki Serpico ครับ หน้าตาก็ดังรูป
 
 ซึ่งมันก็เนิ่นนานมานับ 10 กว่าปีแล้วครับจากความอยากได้ในสมัยนั้น มาจนถึงตอนนี้ รถที่เราเคยอยากได้ในสมัยวัยรุ่นที่ราคาเกือบ 8 หมื่นบาท ณ.ตอนนี้ หาซื้อได้ในสนนราคาไม่ถึง 15,000 บาท ผมไม่รีรอครับคิดอยากที่จะได้ Kawasaki Serpico สักคันเพื่อเอามาสานฝันในวัยเด็กที่ขาดหายไปของเรา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมว่าคุณๆคงเคยมีอะไรที่เคยอยากได้เมื่อยามเด็กๆ หรือ ยามวัยรุ่น เหมือนผม และตอนนี้คุณเคย ไขว่คว้า เอามันมาให้ได้บ้างหรือไม่ บางคนอาจจะไขว่ขว้ามา บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่าสมัยก่อนนั้นเราเคยอยากได้อะไร</p>
<p>ผมชอบมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่ขี่มอเตอร์ไซค์เป็น รถคันแรกในชีวิตก็คือ Honda Nova RS Super ซึ่งเป็นรุ่นตามในรูป (รูปแทน)</p>
<p align="center"> <img src="http://www.myblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/p6068811n1.jpg" alt="p6068811n1.jpg" width="500" /></p>
<p> แต่หากคุณอยู่ในวัยขนาดผม ในสมัยก่อนนู้น คุณคงจะรู้จักรถพวก Honda NSR 150 , Kawasaki KR , Yamaha TZR , Suzuki RG Gamma อะไรประเภทนี้ ซึ่งเป็นรถที่โดนใจวับรุ่นผู้ชายเป็นอย่างมาก ใครมีขี่นี่รับรองสาวตรึม รวมไปถึงผมที่ก็อยากได้รถแนวๆนี้ แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่ได้เป็นคนร่ำรวยอะไรก็เลยไม่มีจะขี่ รถที่ผมอยากได้ตอนนั้นก็คือ Kawasaki Serpico ครับ หน้าตาก็ดังรูป</p>
<p align="center"> <img src="http://www.myblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/956zv4.png" alt="956zv4.png" width="500" /></p>
<p> ซึ่งมันก็เนิ่นนานมานับ 10 กว่าปีแล้วครับจากความอยากได้ในสมัยนั้น มาจนถึงตอนนี้ รถที่เราเคยอยากได้ในสมัยวัยรุ่นที่ราคาเกือบ 8 หมื่นบาท ณ.ตอนนี้ หาซื้อได้ในสนนราคาไม่ถึง 15,000 บาท ผมไม่รีรอครับคิดอยากที่จะได้ Kawasaki Serpico สักคันเพื่อเอามาสานฝันในวัยเด็กที่ขาดหายไปของเรา เลยพยายามหาซื้อรถรุ่นนี้ครับ โดยหาจากในเว็บอื่นๆ และในเว็บตัวเอง จนต้องลงประกาศห</p>
<p>และแล้วก็มีคนที่หยิบยื่นเจ้า Kawasaki Serpico  ให้จากการนั่งคุยกันทาง MSN ไม่ถึงชั่วโมง วันรุ่งขึ้นเขาก็จัดแจงส่งรถมาให้ผมจาก กทม. มายังเชียงใหม่ โดยไม่เอาเงินสักแดงเดียว ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทำให้ผมทำตามฝันที่อยากทำ</p>
<p align="center"> <img src="http://www.myblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/34145_411873127720_536967720_4897523_8239358_n.jpg" alt="34145_411873127720_536967720_4897523_8239358_n.jpg" width="500" /></p>
<p> ซึ่งในตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการของการเช็คเครื่องยนต์โดย เซนต์มอเตอร์ เชียงใหม่ เพื่อเตรียมสภาพของเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งานและออกทริปต่างๆ และก็จะได้นำไปโอนชื่อเป็นของผมอยู่ และ จัดแจงต่อทะเบียนที่ขาดไปแล้ว 1 ปี สำหรับหน้าตามันจะเป็นอย่างไรเมื่อทำเสร็จแล้วก็ค่อยๆตามกันไปนะครับ อาจจะนานสักหน่อย เพราะจะค่อยๆทำไปครับ</p>
<p>ลองดูรูปของคนที่ชอบใน Kawasaki Serpico แล้วได้ปลุกผีมาใช้กันไปพลางๆก่อนนะครับ</p>
<p align="center"> <img src="http://www.myblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/1ser6.jpg" alt="1ser6.jpg" width="500" /></p>
<p align="center"><img src="http://www.myblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/2e17fc70daad29a16bc49fab1586003b.jpg" alt="2e17fc70daad29a16bc49fab1586003b.jpg" width="500" /></p>
<p align="center"> <img src="http://www.myblog.in.th/wp-content/uploads/2010/06/1164041516sq2.jpg" alt="1164041516sq2.jpg" width="500" /></p>
<p> ไงไว้รอติดตามชมกันต่อไปนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/06/25/serpico_part1/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี</title>
		<link>http://www.myblog.in.th/2010/06/24/thinking/</link>
		<comments>http://www.myblog.in.th/2010/06/24/thinking/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Jun 2010 17:28:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[มีสาระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.myblog.in.th/2010/06/24/thinking/</guid>
		<description><![CDATA[๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ
๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้ คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข
๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จัก แบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน
๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณ ว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณ เป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความ บกพร่องของตัวเอง
๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา
๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจาก เราได้
๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ
๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คน ทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา
๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?</strong><br />
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก<br />
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ</p>
<p><strong>๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?</strong><br />
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด<br />
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง<br />
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว<br />
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง</p>
<p><strong>๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?</strong><br />
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ<br />
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ<br />
ปัญหาทำให้ คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข</p>
<p><strong>๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?</strong><br />
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน<br />
รู้จัก แบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน<br />
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน</p>
<p><strong>๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?</strong><br />
โบราณ ว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว<br />
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย<br />
คุณ เป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์<br />
ให้เห็นความ บกพร่องของตัวเอง</p>
<p><strong>๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?</strong><br />
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง<br />
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน<br />
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ<br />
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา</p>
<p><strong>๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?</strong><br />
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น<br />
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจาก เราได้</p>
<p><strong>๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?</strong><br />
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ<br />
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ<br />
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน<br />
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ</p>
<p><strong>๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?</strong><br />
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม<br />
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี<br />
คน ทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้<br />
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา<br />
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา</p>
<p><strong>๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?</strong><br />
(๑) หางานใหม่<br />
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก<br />
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ<br />
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด<br />
จ่ายมากกว่ารับนับ ว่าแย่</p>
<p><strong>๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?</strong><br />
คนที่ด่าคนอื่น สะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง<br />
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า<br />
แสดงว่าระบบ ของตัวเองก็พังตามไปด้วย</p>
<p><strong>๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?</strong><br />
ถ้า ไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ<br />
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป<br />
แทน ที่จะไถ่โคกระบือ<br />
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า</p>
<p><strong>๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?</strong><br />
ขอให้คิดว่า อย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน<br />
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน</p>
<p><strong>๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?</strong><br />
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มี ใครแวะเวียน<br />
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน<br />
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ</p>
<p><strong>๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?</strong><br />
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร<br />
(๒) ได้ถามตัวเอ??ว่า เราเกิดมาจากใคร<br />
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง</p>
<p><strong>๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?</strong><br />
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น<br />
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า<br />
จง เว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ<br />
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้<br />
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง</p>
<p><strong>๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?</strong><br />
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู<br />
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น<br />
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส<br />
เนื่อง เพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด</p>
<p><strong>๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?</strong><br />
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป<br />
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย<br />
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน</p>
<p><strong>๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?</strong><br />
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า<br />
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน</p>
<p><strong>๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?</strong><br />
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์<br />
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน<br />
มองอย่างพินิจจะ พบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.myblog.in.th/2010/06/24/thinking/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
