แรง G

Thursday, June 5th, 2008

เมื่อวานซื้อหนังสือมาอ่าน หนังสือรถยนต์ บังเอิญไปเห็นเบาะที่อยากได้แล้วมันโฆษณาว่ารับแรงได้เยอะ ผ่านการทดสอบด้วยแรง 20 G เอาละสิอาจจะตกวิทยาศาสตร์ มาเลยต้องมาหาความรู้เรื่องแรง G สักหน่อย

pro-racer-hans_02.gif
เบาะที่กำลังหาๆมาใส่รถ

ไอ้แรง G  หรือ F-Force มันหมายถึง การที่มีแรงกระทำกับเรา เท่ากับ น้ำหนักตัวของเราเอง นี่คือเท่ากับแรง 1G ครับ แล้วเบาะที่ว่านี่เขาทดสอบกันที่ 20 G สมมุติผมหนัก 70 กิโลกรัม ก็เท่ากับว่า 20 G นี่คือ 1,400 กิโลกรัม เลยทีเดียว ผมว่าเบาะเดิมๆปกติทั่วๆไปคงพังไปละมั๊ง โดนแรงขนาดนี้

และเนื่องจากผมเองชอบดูรถแข่งมากๆทั้งรถยนต์และมอไซค์ แต่ทีวีบ้านเรามันก็ไม่อำนวยสักเท่าไหร่ ที่จะได้ดูกันบ่อยๆ ก็เอาความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ F-1 มาให้รู้กันครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่บางท่านอาจจะไม่รู้เหมือนผมด้วยเช่นกัน

1.สนามแข่งรถ F1 ทั่วไปจะเป็นทางโค้งไปมา ไม่ใช่วงรีอย่างสนามแข่งรถดังๆของอเมริกา ดังนั้นนอกจากรถ F1 จะต้องมีอัตราเร็วที่สูงแล้วยังต้องมีอัตราเร่งที่สูงด้วยเนื่องจากต้องเบรกและเร่งออกจากโค้งบ่อย รถ F1 ทุกคันสามารถออกตัวจากหยุดนิ่งจนมีความเร็ว 160 km/h แล้วเบรกให้หยุดอีกครั้งได้ภายใน 4 วินาทีกว่าๆ

2.เราวัดความแรงของการเบรกและความแรงของการเข้าโค้งเป็นค่า g-Force โดยที่ค่า 1g มีความหมายว่ามีแรงกระทำกับคนขับเท่ากับน้ำหนักของคนขับเอง แรง g-Force ของรถในขณะเบรกเพื่อเข้าโค้งหลังจากวิ่งด้วยอัตราเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงมีค่าประมาณ 5g ส่วนในขณะที่เลี้ยวโค้งด้วยความเร็วสูงมี g-Force (เนื่องจากแรงหนีศูนย์กลาง) ประมาณ 4g นั่นคือมีแรงขนาด 4 เท่าของน้ำหนักตัวคุณเองผลักคุณไปติดด้านข้างรถขณะเลี้ยวโค้ง การขับ F1 จะทรมานร่างกายคุณอย่างมาก

3.ก่อนปี ค.ศ. 2005 เครื่องยนต์รถ F1 มีอายุการใช้งานเพียงแค่สนามเดียว ในสนามถัดไปก็ต้องประกอบเครื่องยนต์ใหม่ การทำเช่นนี้มีค่าใช้จ่ายสูงทำให้ทีมเล็กเสียเปรียบ ในปี 2005 เป็นต้นมาจึงมีกฎว่าเครื่องยนต์หนึ่งจะต้องใช้ 2 สนาม (หรือประมาณ 4 ชม.) ห้ามเปลี่ยน  หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแล้วอันดับการออกสตาร์ทจะต้องหล่นไป 10 อันดับ เครื่องยนต์ของรถธรรมดาทั่วไปมีอายุการใช้งาน 20 ปี

4.หลังจากขับ 1 สนาม นักแข่ง F1 จะมีน้ำหนักลดลงประมาณ 2 กิโลกรัม

5.ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ F1 สูงสุดประมาณ 20,000 รอบ/นาที (ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นลง 330 รอบ/วินาที)

6.ในการเบรกเพื่อเข้าโค้ง อุณหภูมิของเบรกอยู่ที่ประมาณ 1000 องศาเซลเซียส ทำให้ใช้เหล็กกล้าทำเบรกไม่ได้เพราะมันจะสึกหรอเร็วมาก ต้องใช้ Carbon fiber ที่มีความทนทานกว่าแทน

7.ที่นั่งของคนขับมีขนาดเล็กมากและถูกหล่อให้เข้ากับรูปร่างของคนขับ เมื่อจะเข้าไปนั่งต้องถอดพวงมาลัยออกก่อน หลังจากนั่งแล้วจึงใส่พวงมาลัยกลับไป นักแข่งทุกคนจะต้องได้รับการทดสอบในการถอดพวงมาลัยและกระโดดออกจากรถได้อย่างรวดเร็วเผื่อในกรณีที่รถเกิดไฟไหม้

8.รถ F1 ไม่มีกระปุกเกียร์ การเปลี่ยนเกียร์ทำได้โดยการกดปุ่มต่างๆที่อยู่บนพวงมาลัย นอกจากนี้ยังมีปุ่มต่างๆเพื่อกำหนดการทำงานของเครื่องยนต์ พวงมาลัยแต่ละอันมีราคาประมาณ 1-4 หมื่นเหรียญ

9.แรงที่กดรถให้ยึดเกาะกับถนนมาจากแรง 2 แรงคือน้ำหนักของตัวมันเองและ Downforce จากอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ที่คล้ายๆกับเครื่องบินหงายตัว (Upside down) คือแทนที่จะเกิดแรงยกเหมือนเครื่องบินกลับออกแบบปีกเล็กที่ติดกับหน้ารถและหลังรถให้เกิดแรงกดพื้นติดกับถนนแทน ทำให้รถเลี้ยวโค้งได้เร็วขึ้น แรง Downforce จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามอัตราเร็ว (ตามกฎของ Bernoulli นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ชาวเนเธอแลนด์)

(เพิ่มเติมที่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=5802&page=1)

ที่ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถ F1 สามารถวิ่งหงายท้องเกาะติดกับเพดานอุโมงค์ได้สบายๆ

10.สนาม Monaco เป็นสนามในเมืองที่รถปกติขับกันค่อนข้างช้า  แต่F1 จะแข่งกันที่ความเร็วเฉลี่ย 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ระหว่างที่รถวิ่งผ่านฝาท่อระบายน้ำจะมีแรงดูดให้ฝาท่อระบายน้ำ (ที่เป็นเหล็กหนาๆ) ลอยขึ้นมาติดรถได้ ดังนั้นก่อนแข่งทุกครั้งจะมีการเชื่อม (Welded) เหล็กฝาท่อให้ติดกับถนน

11.ทีมงานรถ F1 สามารถเติมน้ำมัน 50 ลิตรพร้อมกับเปลี่ยนยางได้ภายใน 4 วินาที

12.ยางของรถ F1 ไม่บรรจุอากาศธรรมดาแต่จะบรรจุกาซไนโตรเจนแทน เพราะสามารถทำนายการเปลี่ยนความดันเนื่องจากอุณภูมิที่เปลี่ยนได้ค่อนข้างแน่นอน อากาศโดยทั่วไปมีไอน้ำอยู่ทำให้ควบคุมได้ลำบากกว่า

13.อุณภูมิของยางรถขณะแข่งประมาณ 1000 องศาเซลเซียส และหมุนประมาณ 50 รอบต่อวินาทีที่ความเร็วสูงสุด ยางมีอายุการใช้งานประมาณ 90 - 120 กิโลเมตร (ยางรถธรรมดาใช้งานได้ 80,000 กิโลเมตร) ที่มีอายุการใช้งานสั้นเนื่องจากเป็นสูตรยางที่อ่อนเพื่อให้มีจุดสัมผัสกับถนนได้มากที่สุด (สำหรับวัสดุนิ่มเช่นยาง สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานขึ้นกับปริมาณพื้นที่ผิวสัมผัสด้วย ต่างกับวัตถุแข็งเช่นเหล็ก)

ข้อมูล F-1 จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/339/3

Editor's Talk!

สวัสดีคนที่หลงเดินทางเข้ามายัง Blog ของผม อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ หรือ ตั้งใจเข้ามาก็ตาม ก่อนอื่นผมก็ต้องขอออกตัวก่อนว่า Blog ของผมมันจะมีสาระบ้าง หรือ ไม่มีสาระเลย ก็แล้วแต่อารมณ์ช่วงไหนอยากเขียนอะไร อย่าเหมาว่า Blog ผมจะต้องมีแต่ความรู้เหมือน Blog ของคนอื่นๆ นะครับ
สำหรับ Blog นี้ ผมสามารถใช้คำพูดใดๆก็ได้ตามที่ผมเห็นสมควร เพราะมันคือ Blog ของกู(ผม) บางครั้งผมเขียนไปกระทบใครก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วย ก็ไม่มีอะไรมากครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน Blog ของผมนะครับ

นายแม็ค

ค้นหา :